หากกล่าวถึงพื้นที่เพาะปลูกตามแผนบางระกำโมเดล 61 กำลังถูกจับจ้องถึงผลความสำเร็จ...!

หลังจากปรับเปลี่ยนแผน เป็นการเพาะปลูกข้าวนาปีเต็มพื้นที่ สอดคล้องกับการจัดการน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งแบ่งการเพาะปลูกตามลักษณะภูมิศาสตร์ ไว้เป็น 2 แบบ

เริ่มจากแบบที่ลุ่มต่ำ ปีนี้ชลประทานได้ส่งนำเข้าระบบการเพาะปลูก ตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงขณะนี้ข้าวได้มีอายุ 3 เดือน หากครบกำหนดการเก็บเกี่ยว จะได้ผลผลิตประมาณ 55.00% ของพื้นที่

แบบแรกนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวพันธุ์พิษณุโลก 2 พันธุ์ กข 29 และพันธุ์ กข 49 เฉลี่ย 850-900 กก.ต่อไร่ ราคาขายตันละ 6,000-6,300 บาท ขึ้นอยู่กับความชื้นของข้าว ต้นทุนอยู่ที่ไร่ละ 3,200-3,800 บาท

อีกแบบหนึ่งเป็นการปลูกในพื้นปกติ เขตชลประทาน (ไม่ลุ่มต่ำ) หรือที่ดอน เต็มพื้นที่ตามแผน อายุข้าวเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน ส่วนใหญ่กำลังตั้งท้องออกรวงเริ่มเหลืองสวยงาม

จนเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเข้าสู่ฤดูฝน ชลประทานได้ส่งน้ำเสริมช่วยตามปฏิทินส่งน้ำฤดูนาปี 2561

นายชำนาญ ชูเที่ยง ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายม-น่าน กล่าวสำหรับพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล 61 ทั้งสิ้น 382,000 ไร่ ใน อ.พรหมพิราม อ.เมือง อ.บางระกำ อ.วัดโบสถ์ (บางส่วน) และ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย

เสร็จไปแล้ว 120,579 ไร่ หรือ 31.55% อยู่ระหว่างเก็บเกี่ยว คาดว่าจะเสร็จก่อนวันที่ 15 ส.ค. อีก 210,693 ไร่ หรือ 55.15 ที่เหลือเก็บเกี่ยวหลัง 15 ส.ค. อีก 50,908 ไร่ หรือ 13.30%

แต่ไม่มีผลกระทบเพราะเป็นพื้นที่ดอนอยู่ตอนบนของ อ.กงไกรลาศ ส่วนใหญ่ และ อ.พรหมพิราม

ต่อจากนั้น ทุ่งลุ่มต่ำแห่งนี้จะรับน้ำและหน่วงน้ำไว้ในพื้นที่ถึงเดือนตุลาคม ตามแผนการบริหารจัดการทุ่งลุ่มต่ำ เกษตรกรชาวนาที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ไม่ควรเพาะปลูกทำนาปีต่อเนื่อง เพราะเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมเสียหาย

แต่การเลื่อนเวลาปลูกข้าวเร็วขึ้นนี้ มีคำถามว่าจะเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนหน้าน้ำเหนือจะมาหรือไม่.....!

ยุทธ์ ไกรโชค