แม่วัย 34 ปีใจสลายลูกวัย 10 เดือนดับปริศนาหลังไปฝากเลี้ยงที่เนอสเซอรี่ ผลชันสูตรระบุ ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ตร.สภ.บางปูแจ้งข้อหาเจ้าของเนอสเซอรี่และพี่เลี้ยงแล้ว...

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2561 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ วัดแพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เพื่อพบกับ น.ส.วราลี เสริมจันทร์ อายุ 34 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็น คุณแม่ของน้องนาวา หรือ ด.ช.จตุภัทร วรศาสตร์ อายุ 10 เดือน ที่เสียชีวิตแบบปริศนาคาเนอสเซอรี่ แห่งหนึ่งภายในหมู่บ้านสวัสดี ตำบลแพรกษา อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังจากได้นำไปฝากเลี้ยงไว้ได้เพียง 6 วัน 

น.ส.วราลี กล่าวทั้งน้ำตาว่า วันเกิดเหตุคือวันที่ 25 เม.ย. 2651 เวลา 13.25 น. ขณะที่ตนเองทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งย่านพระราม 2 ตนได้รับโทรศัพท์จากพี่เลี้ยงของเนอสเซอรี่ว่าให้รีบกลับมาหาน้องนาวาโดยด่วนแต่ไม่ยอมบอกเหตุผลว่า เกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งตนเองเค้นถามปลายสายโทรศัพท์ จึงแจ้งว่าน้องนาวาไม่มีลมหายใจแล้ว และไม่สามารถบอกอะไรมากไปกว่านี้ ได้ขอให้รีบเดินทางมาดูน้องนาวาตนเอง หลังจากทราบก็ถึงกับใจแตกสลายคาสายโทรศัพท์ และไม่คาดฝันว่าเสียงที่ได้ยินว่าน้องนาวาไม่หายใจ จะเป็นความจริง หลังจากตั้งสติได้จึงรีบโทรศัพท์ไปหาสามี ให้รีบเดินทางไปดูน้องนาวาเนื่องจากอยู่ใกล้ และตนเองจึงรีบลางานแล้วเดินทางมาดูน้องเช่นกัน

มารดาของน้องนาวา กล่าวต่อว่า เมื่อมาถึงพบว่าน้องนาวานอนเสียชีวิตอยู่บนที่นอนภายในเนอสเซอรี่ คนเดียว โดยที่เด็กๆคนอื่นผู้ปกครองมารับกลับบ้านไปหมดแล้ว หลังจากเห็นสภาพศพลูกชายก็ถึงกับปล่อยโฮโผลเข้ากอดศพอุ้มแนบอกจึงรู้ว่าเสียชีวิตมาหลายชั่วโมงจนตัวเริ่มแข็งแล้ว แต่ไม่มีการแจ้งเรื่องใดๆให้กับทางตนเองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามีจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และแพทย์เวรที่มาชันสูตรเบื้องต้นระบุว่าน้องเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง 

...

น.ส.วราลี กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา น้องเป็นเด็กร่าเริงและแข็งแรง น้ำหนักแรกเกิดถึง 3,000 กว่ากรัม จนต้องผ่าคลอด ก่อนหน้านี้ตนเองได้เลี้ยงดูน้องมาอย่างดี ด้วยความรักเนื่องจากเป็นบุตรคนแรกของตนเองและสามี การที่ตนเองยอมเอาน้องนาวาไปฝากเลี้ยงไว้ยังเนอสเซอรี่แห่งนี้ ในวันแรกที่นำลูกชายไปฝากเลี้ยงทางครูพี่เลี้ยงบริการดีมาก จนทำให้ตนไม่กังวลใจ และมีการถ่ายรูป และส่งข้อความทางไลน์มาแจ้งตนเองตลอดเวลาว่าน้องอยู่ยังไง และทานอะไรเข้านอนเวลาไหน และน้องเลี้ยงง่ายไม่งอแง น้องนาวาก็เหมือนกับบุตรหลานของเรา คุณแม่ไม่ต้องกังวล ทำให้ตนเองยิ่งมั่นใจว่าเขาจะดูแลน้องนาวาได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับบุตรชายคนแรกในครั้งนี้

มารดาของน้องนาวา กล่าวว่า ครูพี่เลี้ยงบอกกับตนว่า พบเห็นลูกชายนอนมีผ้าปิดหน้าอยู่ ทางครูพี่เลี้ยงจึงหยิบผ้าออกจากหน้าของน้อง แต่ทางน้องนาวา กลับร้องไห้ ทางครูจึงนำผ้าปิดหน้าน้องไว้เหมือนเดิม ซึ่งข้อนี้เองตนก็สงสัยว่าทำไมครูพี่เลี้ยงไม่มีความเฉลียวใจ ที่เห็นเด็กนอนท่าเดิมเป็นเวลานาน

จากการที่ตนสอบถามชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับโรงเรียน ทราบว่าทางโรงเรียนได้ตามผู้ปกครองของเด็กคนอื่นมารับลูกหลานกลับบ้านตั้งแต่เวลา 11.00 น.ของวันเดียวกัน จึงทำให้ตนและสามียิ่งติดใจว่า ทำไมทางโรงเรียนไม่รีบนำลูกชายส่งโรงพยาบาล แล้วรีบโทรศัพท์แจ้งกับตนทันที แต่กลับมีเวลาเรียกผู้ปกครองคนอื่นมารับลูกหลานกลับบ้านแล้วค่อยแจ้งตน ซึ่งตนมองว่าทาง โรงเรียนมีพิรุธ จึงขอเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ลูกชายของตน และจะดำเนินการต่อสู้ให้ถึง ที่สุด 

น.ส.วราลี กล่าวว่า สำหรับพิธีสวดพระอภิธรรมตนสวดเพียง 2 คืน ก่อนจะมีพิธีฌาปนกิจ ในวันที่ 28 เม.ย. นี้เวลา 16.00 น. เนื่องจากตนเองไม่อยากทรมานศพบุตรชายและไม่อยากย้อนกลับมาเห็นสภาพศพของน้องนาวาอีกครั้งหากยังเก็บศพไว้ มารดาของน้องนาวายังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ขอให้ดวงวิญญาณของน้องนาวามาช่วยแม่เอาคนที่ทำให้น้องนาวาตายมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และหากย้อนเวลากลับไปได้ตนเอง ยอมลาออกจากงานเพื่อเลี้ยงน้องนาวาด้วยตนเอง เพราะไม่มีใครรักลูกเราเท่ากับหรือเหมือนที่เรารักเขา 

สำหรับทางด้านคดีหลังจากได้นำศพไปชันสูตรที่ สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ เบื้องต้น ใบรับรองการตายระบุว่า ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ชนินทร์ อิ่มเอม สารวัตรสอบสวน สภ.บางปู ได้แจ้งข้อหาเบื้องต้นต่อเจ้าของเนอสเซอรี่และพี่เลี้ยงแล้วในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และหากพบว่าผลการชันสูตรจากนิติเวชรออกมาระบุว่า การเสียชีวิตเกิดจากการกระทำให้ตายนั้น ก็จะแจ้งข้อหาพี่เลี้ยงและเจ้าของเนอสเซอรี่ ในข้อหาอื่นเพิ่มต่อไป

ส่วนทางบ้านหลังที่เกิดเหตุที่ถูกดัดแปลงเป็นเนอสเซอรี่นั้นพบว่า หยุดประกอบกิจการและมีการนำป้ายออกไปแล้ว โดยมารดาระบุว่า หลังเกิดเหตุทางด้านเจ้าของได้มาร่วมงานแล้ว พร้อมกล่าวขอร้องตนเองว่าอย่าให้เป็นข่าวเด็ดขาด และจะออกมารับผิดชอบทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายงานศพ และค่าทำขวัญ ซึ่งตนเองไม่รับข้อเสนอและแจ้งว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด.