กอ.รมน.เพชรบุรี ลงพื้นที่ ระดมสมองแก้ปัญหา “ เอลี่ยนสปีชีย์ ” ที่กำลังแพร่ระบาดเตรียมปล่อยปลากะพงขาวล่าตัดวงจรชีวิต ขณะชาวบ้านรณรงค์ให้นำมาประกอบอาหารสร้างรายได้...
เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 14 กรกฎาคม พลตรี สีหเดช ดีสนธิโชติ รอง ผอ.กอ.รมน.เพชรบุรี นายศรีธรรม ราชแก้ว นายอำเภอบ้านแหลม นายประพันธ์ ลีปายะคุณ ประมงจังหวัดเพชรบุรี น.ส.สุธิดา โส๊ะบีน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี เดินทางมายัง วัดปากลัด ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ร่วมประชุมรับฟังความเห็นของชาวบ้าน ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม กรณีพบการแพร่กระจายพันธุ์ของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่ ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เพื่อทำความเข้าใจ และหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ กว่า 50 คน ร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น
จากการประชุมได้ข้อสรุปว่า ปลาหมอสีคางดำมีถิ่นกำเนิดจากประเทศในแถบทวีปแอฟริกา เป็นสายพันธุ์เดียวกับปลาหมอสี มีรูปร่างคล้ายปลาหมอทะเล และปลานิล แต่มีสีดำที่ใต้ปาก เป็นปลากินเนื้อ ปากกว้าง อาศัยได้ในน้ำกร่อย และน้ำจืด ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าปลาหมอสีคางดำชนิดนี้ มีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศแห่งหนึ่งได้นำพันธุ์เข้ามาเพาะเลี้ยงในพื้นที่ภาคกลางเมื่อปี 2552 เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้เป็นปลาเศรษฐกิจแต่ไม่สำเร็จ จึงปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ และแพร่ระบาดกินสัตว์น้ำต่างๆ ชนิดอื่นที่ตัวเล็กๆ จนหมดเป็น 'เอเลียนสปีชีส์' ที่ทำลายสัตว์น้ำประจำถิ่นและระบบนิเวศน์ ปัจจุบันพบมีการแพร่กระจายพันธุ์ ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและในแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ภาคกลาง
ในส่วนของจังหวัดเพชรบุรี พบมีการแพร่ระบาดกว่า 90% ในพื้นที่ ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ปลา ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากวิถีชีวิตของเกษตรกรจะนิยมดันน้ำเข้าบ่อโดยไม่ใช้ถุงกรองเพราะต้องการลูกสัตว์น้ำจากธรรมชาติเข้าสู่บ่อ จึงนำพาเชื้อพันธุ์และลูกปลาหมอสีคางดำเข้าสู่บ่อเลี้ยง และปลาหมอสีพันธุ์ดังกล่าวไปกินสัตว์น้ำขนาดเล็ก ไข่ และสัตว์น้ำรุ่นอนุบาลจนหมด ที่สำคัญเนื่องจากปลาชนิดนี้เนื้อน้อยและแข็ง หัวโต ก้างใหญ่ จึงไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค และโรงงานรับซื้อปลาเพื่อแปรรูปทำอาหารปลาและสัตว์อื่นๆก็ไม่รับ ไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ จึงก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก
...
นายประพันธ์ ลีปายะคุณ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า เบื้องต้นจังหวัดเพชรบุรีได้วางแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบธรรมชาติ โดยจะนำปลากะพงขาว ซึ่งเป็นปลานักล่า ขนาดตัวไม่ต่ำกว่า 3 นิ้ว จำนวน 40,000 ตัว ปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อให้ไปกัดกินปลาหมอคางดำขนาดเล็กไม่ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันจะพิจารณายกเว้นให้ใช้เครื่องมือการทำประมงบางประเภท อาทิ อวนลัง ซึ่งสามารถจับปลาหมอสีคางดำได้ดี มาใช้ในบางพื้นที่ใน จ.เพชรบุรี เพื่อกำจัดปลาหมอสีคางดำขนาดใหญ่ และจะนำข้อมูลในพื้นที่ทั้งหมดเสนอกรมประมงเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวต่อไป
ด้าน นายพรสุข สุขเจริญ ชาว ต.บางตะบูน เปิดเผยว่า ขณะที่ภาครัฐยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน เบื้องต้นชาวบ้านได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยการนำกากชามาโปรยลงในบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อกำจัดปลาหมอสีคางดำซึ่งก็ได้ผลบางส่วน แต่ทั้งนี้ก็เพิ่มค่าใช้จ่ายการซื้อกากชาในอัตราที่สูงพอสมควร แต่ที่สำคัญปลาหมอสีคางดำที่ตายก็ไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ต้องทิ้งและเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นสร้างมลภาวะเป็นพิษ ขอให้ภาครัฐช่วยเหลือด้านแนวทางการลดต้นทุนกากชา หรือหาวัตถุดิบที่กำจัดปลาได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และรับซื้อปลาหมอสีคางดำที่ตายเพื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ตลอดจนรณรงค์ให้มีการจับปลาหมอสีคางดำมาบริโภค และช่วยเหลือสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นเหยื่อปลาหมอคางดำให้กับชาวบ้านเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้บรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้ชาวบ้าน ควบคู่ไปกับแนวทางที่กรมประมงดำเนินการด้วย
ทั้งนี้ในการประชุมรับฟังความเห็นดังกล่าว มีการนำปลาหมอสีคางดำที่จับได้จากบ่อเลี้ยงกุ้งในพื้นที่บางส่วน มาปรุงทำเป็นอาหารหลากหลายชนิดเพื่อเป็นการเชิญชวนให้ประชาชนเกิดการสนใจ และหันมาบริโภคปลาหมอสีคางดำซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ทดแทนให้กับเกษตรกร ที่ได้รับความเสียหายให้มีช่องทางจำหน่ายปลาหมอสีคางดำแทนสัตว์น้ำที่เลี้ยงเดิมได้บ้างด้วย