จักษุแพทย์ เตือนประชาชนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปและผู้ป่วยเบาหวาน ตรวจสุขภาพตาปีละครั้ง เพื่อป้องกันโรคเกี่ยวกับตา โดยเฉพาะ 'ต้อกระจก' เผยหากพบอาการของโรคในระยะแรก สามารถรักษาหายได้ ไม่สูญเสียการมองเห็น

รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านต้อหิน ต้อกระจก และรองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคต้อกระจก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยอาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ร้อยละ 95 เป็นต้อกระจกที่มีสาเหตุมาจากความเสื่อมตามอายุ ส่วนสาเหตุอื่นๆ อาทิ การเกิดอุบัติเหตุของดวงตา การได้รับสารเคมี การหยอดตาหรือทานยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งอาจพบได้ร้อยละ 3-4 และสุดท้ายคือต้อกระจกแต่กำเนิดซึ่งพบได้ในเด็กแรกเกิดร้อยละ 1-2

สำหรับ โรคต้อกระจกในระยะแรก อาจจะไม่มีอาการที่ส่งสัญญาณบอกอย่างเด่นชัด เมื่อเป็นมากขึ้นผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการตามัวทีละน้อยๆ คล้ายกับมีหมอกมาบัง โดยเฉพาะเมื่อเจอแสงสว่าง หรือแสงแดดก็จะรู้สึกมัวมากยิ่งขึ้น ในคนไข้บางรายอาจพบว่าค่าสายตามีการเปลี่ยนแปลง

ยกตัวอย่างเช่น จากเป็นคนที่จำเป็นต้องใส่แว่นสายตาสำหรับมองในระยะใกล้ทุกครั้ง ก็กลายเป็นสามารถมองระยะใกล้ได้โดยที่ไม่ต้องใส่แว่นสายตาอีกต่อไป หากอาการตามัวเป็นมากขึ้นจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และอาจนำไปสู่ภาวะการสูญเสียการมองเห็น อันเป็นผลเสียอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการรักษาต้อกระจกมีความก้าวหน้ามากจนสามารถทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจนดังเดิมหรือดีกว่าเดิมได้ การรักษาต้อกระจก ประกอบด้วย

1. แบบไม่ใช้การผ่าตัด ใช้ในกรณีที่เป็นต้อกระจกที่ยังเป็นไม่มากอาจใช้การสวมเเว่นตา การใช้ยาหยอดตาเพื่อช่วยชะลอหรือลดความขุ่นของต้อกระจกซึ่งอาจได้ผลไม่แน่นอน ส่วนการขยายม่านตาเพื่อรับแสงเข้าดวงตามากยิ่งขึ้นอาจใช้ในการรักษาโรคต้อกระจกแต่กำเนิดได้

2. แบบใช้การผ่าตัด โดยผ่าตัดเอาต้อกระจกออกแล้วใส่เลนส์เทียมเข้าไปในดวงตา ถือเป็นการรักษาที่ให้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน โดยทั่วไปจะใช้คลื่นความถี่สูงในการสลายต้อกระจก หรืออาจจะมีการใช้เลเซอร์ช่วยในการผ่าตัดได้

สำหรับ เลนส์เทียมสามารถแบ่งตามลักษณะวัสดุในการผลิต แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1. เลนส์เทียมชนิดแข็ง เป็นเลนส์เก้วตาเทียมที่ใช้ในการผ่าตัดต้อกระจกชนิดแผลใหญ่ โดยเลนส์จะแข็งไม่สามารถพับได้ ปัจจุบันจะใช้ในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น

2. เลนส์เทียมชนิดนิ่มหรือชนิดพับได้ เป็นเลนส์เทียมที่สามารถพับและสอดผ่านแผลผ่าตัดต้อกระจกที่มีขนาดเล็กเพียงประมาณ 2.5 มิลลิเมตรได้ จึงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะเมื่อแผลผ่าตัดเล็กลง ระยะการพักฟื้นและการหายของแผลก็จะเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน ผู้ป่วยจึงสามารถใช้สายตาภายหลังการผ่าตัดได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เลนส์เทียมชนิดนิ่มสามารถแบ่งได้อีก 3 ประเภท คือ

เลนส์เทียมที่ให้ความชัดระยะเดียว คือระยะไกล ปัจจุบันใช้ในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 90

เลนส์เทียมที่ให้ความชัดได้สองระยะ คือ ให้ความชัดระยะใกล้และระยะไกล โดยปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีระยะชัดสามระยะ คือ ให้ความชัดระยะใกล้-กลาง-ไกล

เลนส์แบบยืดหยุ่น ปรับระยะได้ในตัวเอง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการคิดค้นพัฒนา

สำหรับการเลือกใช้เลนส์เทียมชนิดใดนั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือลักษณะของดวงตาผู้ป่วย การตรวจตาโดยจักษุแพทย์ว่ามีภาวะอื่นๆ ทางตาร่วมด้วยหรือไม่ เช่น โรคของจอตา โรคของกระจกตา ความเอียงของสายตา เป็นต้น

นอกจากนี้ ความรู้ของผู้ป่วยและญาติในเรื่องโรคต้อกระจก วิธีการรักษา วิธีการผ่าตัด และชนิดเลนส์เทียม จะช่วยให้สามารถเลือกวิธีการรักษาและชนิดของเลนส์เทียมได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นภายหลังจากการผ่าตัดรักษาต้อกระจก

“ต้อกระจกเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ และไม่เสี่ยงการสูญเสียการมอง หากพบโรคเร็ว ซึ่งการดูแลและเอาใจใส่ผู้สูงอายุ จึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่บุตรหลานหรือคนใกล้ชิดควรตระหนัก โดยการเริ่มต้นง่ายๆ คือ การพาท่านไปพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพดวงตาอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือคนทั่วไปที่อายุ 45 ปีขึ้นไป ก็ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพดวงตาอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งเช่นเดียวกัน”