ชั่วโมงเร่งด่วนทุกวันนี้ การจราจรบนทางด่วนบางช่วงติดขัด ไม่แพ้ถนนพื้นราบ เหตุผลหลักเพราะมีปริมาณรถใช้ทางด่วนมากขึ้น เหตุผลรองเพราะมีรถจอดเสียบนทางด่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...
“รายงานวันจันทร์” วันนี้ คุณ ณรงค์ เขียดเดช ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กทพ. จะมาชี้แจงรายละเอียดเรื่องนี้ให้ทราบ
ถาม-รถจอดบนทางด่วนมีมากขนาดไหน สาเหตุมาจากอะไรบ้าง
ณรงค์-จากสถิติในรอบครึ่งปีงบประมาณ 2560 ตั้งแต่เดือน ต.ค.2559-มี.ค.2560 พบว่า มีรถจอดเสียบนทางด่วนทุกเส้นทาง เฉลี่ยประมาณ 2,600–2,700 ราย/เดือน หรือประมาณ 84 ราย/วัน โดยมีสาเหตุ อันดับ 1 เครื่องยนต์ขัดข้อง 900 ราย/เดือน อันดับ 2 ยางแตก 763 ราย/เดือน อันดับ 3 น้ำมันหมด 265 ราย/เดือน อันดับ 4 หม้อน้ำแห้ง 160 ราย/เดือน รถที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นรถเก๋ง รถปิกอัพ
อย่างไรก็ตาม สาเหตุของปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะ ปัญหารถน้ำมันหมด เพราะรถทุกคันจะมีสัญญาณหรือเครื่องหมายแจ้งเตือนล่วงหน้า และที่น่าตกใจคือ ปัญหารถยางแตก ส่วนใหญ่พบว่า ยางที่ใช้หมดอายุ ซึ่งเป็นอันตรายมาก ไม่เฉพาะรถคันต้นเหตุ อาจ รวมถึงรถคันอื่นซึ่งร่วมทาง หรืออยู่ใกล้ที่เกิดเหตุอาจได้รับอันตรายด้วย
ถาม-กทพ.กำหนดมาตรการช่วยเหลืออย่างไร
ณรงค์-ผู้ประสบเหตุสามารถร้องขอความช่วยเหลือได้หลายช่องทาง อาทิ โทร.ผ่าน Call Center หมายเลข 1543 หรือโทร.ฉุกเฉิน ซึ่งติดตั้ง บนทางด่วนทุกๆ 500 เมตร บางทีพนักงานกู้ภัยตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดก็จะรีบออกไปให้การช่วยเหลือทันที สำหรับการช่วยเหลือนั้น กรณีน้ำมันหมดจะมีน้ำมันสำรองเติมให้ โดยคิดค่าน้ำมันตามราคาปกติ กรณีเครื่องยนต์ขัดข้อง พนักงานกู้ภัยจะซ่อมเบื้องต้นเพื่อให้รถเคลื่อนย้ายพ้นกีดขวาง แต่ถ้ารถเคลื่อนย้ายไม่ได้ จะยกรถลงพื้นราบ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
...
ทั้งนี้ พนักงานกู้ภัยของ กทพ. ผ่านการอบรมการตรวจเช็ก เครื่องยนต์ การช่วยเหลือปฐมพยาบาล การกู้ภัยต่างๆ ทั้งจากรถ เกิดอุบัติเหตุธรรมดา รวมถึงอุบัติเหตุรถบรรทุกสารเคมีพลิกคว่ำ และมีใบประกาศนียบัตรรับรองทุกคน
ถาม-มีข้อแนะนำผู้ใช้ทางอย่างไร
ณรงค์-อยากให้ผู้ขับขี่ตรวจเช็กสภาพรถยนต์ อย่างน้อย 1 ครั้งใน 1 สัปดาห์ เช่น ในวันหยุด เช็กน้ำมัน ระดับน้ำในหม้อน้ำ น้ำมันเครื่อง ระบบเบรก ระบบไฟ รวมถึงลมยาง และตัวยางรถยนต์ด้วย ควรจะเปลี่ยนตามรอบที่กำหนด ปกติทุกๆ 2 ปี เต็มที่ไม่เกิน 3 ปี หรือตามระยะทางไม่เกิน 50,000 กม. ช่วงนี้หน้าฝนยิ่งอันตรายหากยางหมดสภาพ โอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง นอกจากนี้ การขับขี่ด้วยความเร็วสูง หรือการเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน หรือขับแซงบนไหล่ทางล้วนเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเช่นกัน.