"วรวงศ์" ห่วง FTA ไทย–ยูเออี ได้ไม่คุ้มเสีย ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก

นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ แสดงความกังวลต่อผลการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ว่าการเจรจาได้ข้อสรุปแล้ว อยู่ระหว่างตรวจทานถ้อยคำทางกฎหมาย 2–3 เดือน และคาดว่าจะลงนามได้ช่วงต้นปี 2570 โดยนายวรวงศ์ระบุว่า หากไทยยอมเปิดตลาดเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพิลีน (PP) ให้ยูเออี อุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้นน้ำของไทยจะได้รับผลกระทบหนักมาก

ได้ไม่คุ้มเสีย แถมเอาธุรกิจใหญ่ไปเสี่ยง

นายวรวงศ์กล่าวว่า ผลการศึกษาของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประเมินว่า FTA ไทย–ยูเออี จะช่วยให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.08–0.09 หรือราว 11,000–12,500 ล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีสร้างรายได้ราว 8.36 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 5–6 ของ GDP มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 1.25 ล้านล้านบาท และจ้างงานโดยตรงราว 54,000 คน

"การเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ต้องชั่งน้ำหนักว่าได้กับเสียอย่างไหนมากกว่า ถ้าเราได้ GDP เพิ่มไม่ถึงร้อยละ 0.1 แต่ต้องเอาอุตสาหกรรมที่มีขนาดร้อยละ 5–6 ของ GDP ไปเสี่ยง นี่ไม่ใช่ดีลที่คุ้ม ถ้าไทยได้ประโยชน์น้อยกว่าเสียประโยชน์ ไทยไม่ควรรับข้อตกลง" นายวรวงศ์กล่าว

ต้นน้ำรับแรงกระแทกตรง

นายวรวงศ์อธิบายว่า เม็ดพลาสติก PE และ PP เป็นจุดตั้งต้นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลาสติก ไทยมีกำลังการผลิต PE ราว 4.5 ล้านตัน และ PP ราว 2.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นกว่าครึ่งของกำลังการผลิตปิโตรเคมีขั้นปลายทั้งหมด และส่งออกราวครึ่งหนึ่ง ผู้ผลิตกลุ่มนี้คือหัวใจของนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก

ผลการศึกษาของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (PEIT) ระบุว่า ผู้ผลิตในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับมีต้นทุนผลิต PE และ PP ต่ำกว่าไทยมาก เพราะมีวัตถุดิบก๊าซและน้ำมันในประเทศ มีโรงงานใหม่ขนาดใหญ่ และใช้ในประเทศเพียงร้อยละ 10–15 ของกำลังการผลิต ส่วนที่เหลือต้องส่งออก

"แม้วันนี้ไทยยังเก็บภาษีนำเข้าเม็ดพลาสติก PE และ PP อยู่ ไทยยังนำเข้าจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับถึงหนึ่งในสามของการนำเข้าทั้งหมด ขาดดุลการค้าเม็ดพลาสติกกับกลุ่มประเทศนี้เฉลี่ยปีละราว 10,000 ล้านบาท ถ้ากำแพงภาษีหายไป ผู้ผลิตต้นน้ำของไทยจะเสียตลาดในประเทศทันที เมื่อต้นน้ำต้องลดกำลังผลิต ผลกระทบจะลามไปถึงการจ้างงาน การลงทุน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งภาคตะวันออก" นายวรวงศ์กล่าว

รัฐบาลก่อนไม่เร่งปิดดีล เพราะ PE และ PP

นายวรวงศ์เปิดเผยว่า สมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมีนายพิชัย นริพทะพันธุ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น การเจรจา FTA ไทย–ยูเออี ได้ข้อสรุปในทุกประเด็นแล้ว ยกเว้นสินค้า PE และ PP เพียงกลุ่มเดียว รัฐบาลขณะนั้นจึงเลือกไม่เร่งรีบสรุปการเจรจา เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศต้องเป็นฝ่ายรับภาระผลกระทบจาก FTA

"เราพร้อมจะปิดดีลตั้งแต่ตอนนั้น เหลือเรื่องเดียวคือ PE กับ PP และเราไม่ยอม เพราะชั่งแล้วได้ไม่คุ้มเสีย วันนี้รัฐบาลประกาศว่าเจรจาจบแล้ว รัฐบาลต้องตอบประชาชนและผู้ประกอบการให้ชัดว่าวางแผนรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างไร" นายวรวงศ์กล่าว

อย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายวรวงศ์ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศสรุปผลการเจรจาเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 18 คนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

"ความตกลงการค้าเสรีมีผลผูกพันประเทศตลอดไป ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือเร่งปิดดีลเพื่อนำไปเป็นผลงานในช่วงที่รัฐบาลกำลังจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้ารีบสรุปผลการเจรจาเพื่อนำไปอ้างผลงานในสภา แต่คนที่ต้องรับผลคืออุตสาหกรรมและแรงงานของประเทศ นั่นคือการเอาผลประโยชน์ระยะยาวของชาติไปแลกกับผลทางการเมืองระยะสั้น" นายวรวงศ์กล่าว

ข้อเรียกร้องก่อนลงนาม

นายวรวงศ์ระบุว่า ช่วงตรวจทานถ้อยคำทางกฎหมาย 2–3 เดือนก่อนลงนาม เป็นโอกาสสุดท้ายที่รัฐบาลต้องสร้างความชัดเจน จึงเรียกร้องให้เปิดผลประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลาย เทียบกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับ และนำเสนอต่อประชาชนอย่างโปร่งใส

"ผมไม่ได้ค้านการค้าเสรีกับยูเออี ตลาดตะวันออกกลางมีโอกาสจริงสำหรับสินค้าไทย แต่การเจรจาต้องไม่แลกอุตสาหกรรมหลักของประเทศเพื่อตัวเลขที่ได้กลับมาเพียงเล็กน้อย" นายวรวงศ์กล่าวทิ้งท้าย