“วรวงศ์ รางมางกูร” จี้ “ศุภจี” แจงให้ชัดภาษีสหรัฐฯ เกิน 12.5% หรือไม่ ชี้ต้องเทียบคู่แข่ง หากไม่ได้ 10% เท่ากัน ทำไทยเสียเปรียบ ตั้ง 3 คำถามให้ช่วยตอบ

นายวรวงศ์ รางมางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่าไทยบรรลุข้อตกลงหลักการความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ แล้ว และอยู่ระหว่างเก็บรายละเอียดเพื่อคุมอัตราภาษีรวมให้อยู่ที่ 19% “เท่าเทียมคู่แข่งในภูมิภาค” ว่า คำชี้แจงดังกล่าวไม่ได้ตอบคำถามที่ตนตั้งไว้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน แต่กลับเพิ่มความสับสนให้ประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น

“ผมถามไปตั้งแต่ต้นเดือนว่า ตัวเลขไม่เกิน 19% กับ 12.5% ที่ไทยเสียอยู่ เป็นภาษีฐานเดียวกันหรือคนละฐาน ผ่านมาสองสัปดาห์ก็ยังไม่มีคำตอบตรง ๆ มีแต่การหยิบตัวเลขรวมมาพูดใหม่ ขอท่านรองนายกฯ อย่าใช้ความซับซ้อนของตัวเลขเป็นเครื่องมือแก้ตัว เพราะผู้ส่งออกต้องการรู้เพียงว่าสุดท้ายแล้วสินค้าไทยจะถูกเก็บภาษีเท่าไร และสู้คู่แข่งได้หรือไม่” นายวรวงศ์กล่าว

19% เคยเป็นผลงาน แต่วันนี้ใช้เป็นเป้าหมายไม่ได้

นายวรวงศ์ ย้อนลำดับเหตุการณ์ว่า อัตราภาษีสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ เปลี่ยนฐานทางกฎหมายมาแล้วหลายรอบในเวลาไม่ถึงปี เดิมไทยถูกเก็บภาษีต่างตอบแทนภายใต้กฎหมาย IEEPA ในอัตรา 36% ก่อนที่ทีมเจรจาของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เจรจาลดเหลือ 19% ได้สำเร็จ ประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568

“ภาษีต่างตอบแทนอัตรา 19% เป็นผลการเจรจาที่ได้ข้อยุติในสมัยรัฐบาลที่แล้ว เป็นอัตราเดียวกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา และดีกว่าเวียดนามและจีนในเวลานั้น จึงขอให้ท่านรองนายกฯ ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริง ไม่ควรสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจว่าการเจรจาในรอบนั้นยังมีบางส่วนค้างเจรจาอยู่” นายวรวงศ์กล่าว

ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยด้วยมติ 6 ต่อ 3 ว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีศุลกากร ภาษีต่างตอบแทนทั้งชุดจึงสิ้นผล สหรัฐฯ จึงหันมาใช้มาตรา 122 เก็บภาษีชั่วคราว 10% จากทุกประเทศ จนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 และในวันเดียวกัน สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้ภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้า 60 ราย โดยไทยถูกเก็บ 12.5% ขณะที่กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้อัตรา 10%

“19% เป็นตัวเลขที่ดีในบริบทของปี 2568 แต่เมื่อฐานกฎหมายเปลี่ยนไปแล้ว ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกนำมาเป็นเป้าหมายในปี 2569 การที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าเป้าหมายคือรักษากรอบ 19% จึงเป็นการเอาตัวเลขจากคนละกฎหมายมาพูดปะปนกัน สร้างความสับสนเพื่อแก้ตัวทางการเมือง ถ้าตั้งเป้าแบบนี้ อาจกลายเป็นว่าเรายอมรับอัตราที่สูงกว่าที่ไทยควรได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน” นายวรวงศ์กล่าว

“เท่าเทียมคู่แข่ง” ต้องเทียบฐานภาษีเดียวกัน

อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ระบุว่า คำว่า “เท่าเทียมคู่แข่ง” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเทียบในฐานภาษีเดียวกันเท่านั้น ข้อเท็จจริงในวันนี้คือ ภายใต้มาตรา 301 ผู้ส่งออกไทยแบกต้นทุนภาษีสูงกว่ากัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งแข่งขันกับไทยโดยตรงในหลายหมวดสินค้า อยู่แล้วราว 2.5 จุด แม้เวียดนามจะถูกเก็บ 12.5% เท่าไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยไม่เสียเปรียบ เพราะคู่แข่งอีกสามประเทศได้อัตราที่ต่ำกว่า


3 คำถามที่ขอให้รองนายกฯ ตอบ

นายวรวงศ์ระบุว่า ขอให้คุณศุภจี ตอบ 3 คำถาม ได้แก่ ผลการเจรจา ART จะทำให้ไทยเสียภาษีมาตรา 301 เกิน 12.5% หรือไม่, ไทยจะสามารถลดภาษีสหรัฐลงมาเหลือ 10% เท่ากับคู่แข่งในกลุ่มภูมิภาคได้หรือไม่ และปิดดีลแล้วจริงหรือไม่ และรัฐบาลจะเปิดเผยรายละเอียดข้อเจรจาได้เมื่อใด

สื่อสารไม่คงเส้นคงวา “ปิดดีล” ซ้ำหลายรอบ

นายวรวงศ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่คงเส้นคงวาของการสื่อสารฝ่ายรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 รองนายกฯ เปิดเผยหลังหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ว่ามั่นใจไทยจะถูกเก็บภาษีรวมไม่เกิน 19% ต่อมาวันที่ 5 กันยายน เพจพรรคภูมิใจไทยประกาศว่าปิดดีลสหรัฐฯ ได้แล้ว ก่อนที่โฆษกกระทรวงพาณิชย์จะออกมาชี้แจงในวันที่ 7 กันยายนว่ากระแสข่าว “ปิดดีล” อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน และยังต้องรอความชัดเจนของอัตราภาษีขั้นสุดท้าย ขณะที่วันที่ 17 กันยายน รองนายกฯ ยังระบุว่าเป้าหมายคือรักษาอัตราให้อยู่ในกรอบ 19% และล่าสุดวันที่ 22 กันยายนกลับยืนยันอีกครั้งว่าบรรลุข้อตกลงหลักการแล้ว

“ภายในไม่ถึงเดือน ประชาชนได้ยินทั้งปิดดีลแล้ว ยังไม่ปิด และปิดหลักการแล้ว ข้อมูลเหล่านี้นักลงทุนและภาคธุรกิจใช้ตัดสินใจจริง รัฐบาลจึงต้องพูดให้ตรงกันและพูดให้ชัด ไม่ใช่ปรับคำอธิบายไปตามกระแส” นายวรวงศ์กล่าว

ต้องประเมินผลต่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด

นอกจากอัตราภาษีแล้ว นายวรวงศ์ย้ำว่ารัฐบาลต้องประเมินผลของข้อตกลงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคด้วย โดยเฉพาะหากเงื่อนไขการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ทำให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าการส่งออก ขณะที่ข้อมูลล่าสุดพบว่า 7 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.–ก.ค.) ไทยขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท และดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสที่ 2 ขาดดุล 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.75 แสนล้านบาท

“ผมไม่ได้คัดค้านการเจรจากับสหรัฐอเมริกา แต่ก่อนลงนามใด ๆ รัฐบาลต้องเปิดเผยให้ชัดว่าอัตราภาษีแต่ละมาตรการคือเท่าไร ไทยได้อะไร สหรัฐฯ ได้อะไร และไทยต้องแลกอะไร รวมถึงต้องเร่งแก้ข้อกังวลเรื่อง Transshipment ให้สหรัฐฯ เชื่อมั่นว่าไทยไม่ได้เป็นทางผ่านสินค้าจากประเทศอื่น เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยกลับมาแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมจริง ไม่เสียเปรียบด้านภาษีแก่ประเทศคู่แข่งขันอีกสามประเทศ (มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ กัมพูชา) ที่ได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า” นายวรวงศ์กล่าวทิ้งท้าย