“สนธิ ลิ้มทองกุล” นำมวลชนกลุ่ม “ทวงคืนประเทศไทย” บุกสถานทูตอิสราเอล จี้แก้ปัญหาทุนต่างชาติครอบงำอสังหาฯ ปฏิเสธพบทูตอิสราเอลแบบส่วนตัว จี้รัฐบาลแก้ปัญหานักท่องเที่ยว ตั้งถิ่นฐานสร้างความเดือดร้อน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 ก.ย. 69 บริเวณหน้าอาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 สุขุมวิท 21 (อโศก) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูตอิสราเอล กลุ่มมวลชนภายใต้แนวคิด “ทวงคืนประเทศไทย” เป็นไปอย่างคึกคัก นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ และนายพิชิต ไชยมงคล พร้อมด้วยเครือข่ายแกนนำและประชาชนจำนวนมาก หนึ่งในนั้นมี“ทราย สมุทร” สิรณัฐ สมุทร มาร่วมทวงคืนประเทศไทยด้วย
การรวมตัวครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเดินทางเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้มีการปราบปราม และแก้ไขปัญหาทุนต่างชาติที่เข้ามาครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย รวมถึงการใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของคนไทย และผู้ประกอบการภายในประเทศ
“ทราย สมุทร” ระบุว่า เพิ่งกลับมาจากสหรัฐอเมริกา เมื่อตี 4 ที่ผ่านมา แล้วก็ออกมาร่วมเรียกร้อง เพราะมันถึงเวลาแล้ว ที่ประชาชนคนไทยต้องร่วมมือกัน “เอาประเทศของเราคืนมาจากรัฐบาล” เนื่องจากมองว่าการบริหารงานของภาครัฐในปัจจุบัน ทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยถูกลดทอนลงอย่างน่าเป็นห่วง ประเทศไทยเหมือนไม่ใช่ของคนไทยแล้ว มองว่าจุดเริ่มต้นปัญหามาจากการฟรีวีซ่า ทำให้นักท่องเที่ยวแอบแฝงเข้ามาแล้วทำธุรกิจ ตั้งถิ่นฐานในไทย รังแกคนไทย โดยที่รัฐบาลไม่มีออกมาปกป้อง
ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ ทรายได้เปรียบเทียบสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ว่ามีความน่ากลัว และน่ากังวลไม่ต่างจากช่วงที่กรุงศรีอยุธยากำลังจะล่มสลาย ยืนยันหนักแน่นว่าตนเองเป็นคน “ไม่มีสี” และพร้อมที่จะยืนหยัดต่อต้านทุกคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่เคารพกฎหมาย หรือไร้ซึ่งความเคารพผู้อื่น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีสัญชาติใดก็ตาม
ทราย ยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยถูกล่าอาณานิคมมาก่อน แต่ตอนนี้เรากำลังโดนอาณานิคม เชิงท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ จึงอยากให้คนไทยออกมาช่วยกันรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง พร้อมทั้งเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ให้มีความกล้าหาญในการยืนหยัดปกป้องอธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนใส่ใจต่อความรู้สึกและความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง
ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 10.15 น. นายสนธิ ขึ้นเวทีปราศรัยแจ้งความคืบหน้าว่า ทางสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้แจ้งว่าในวันนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน แต่ทางทูตพร้อมเปิดโอกาสให้นายสนธิเข้าพบเป็นการส่วนตัวในโอกาสหน้า ซึ่งนายสนธิได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากมองว่าการเดินทางมาในครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวในนามของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จึงไม่ต้องการให้เป็นการเจรจาแบบส่วนตัว
จากนั้น นายสนธิ ได้อ่านจดหมายเปิดผนึกถึงสถานทูตอิสราเอลทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทย มีใจความสำคัญคือ การออกมายื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและสถานทูตอิสราเอล ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะเป็นเพียงการรับเรื่องตามพิธีการทูตเท่านั้น
ในจดหมายได้หยิบยกประเด็นปัญหาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว และคนอิสราเอลบางกลุ่มในประเทศไทย ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมาย การไม่เคารพวัฒนธรรมประเพณี รวมถึงปัญหาการฉ้อโกงและการไม่ยอมชำระค่าบริการ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ จนทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่รู้สึกหมดความอดทน และต้องออกมาเรียกร้องให้มีการจัดระเบียบอย่างจริงจัง
จากนั้น นายสนธิ ให้สัมภาษณ์ ยืนยันการออกมาเรียกร้องครั้งนี้ไม่มีความกังวลใดๆ คนที่จะกังวลน่าจะเป็นรัฐบาล เพราะถ้าหากยังไม่บริหารจัดการ เอื้อประโยชน์กับนายทุน ก็จะอยู่ไม่เป็นสุข หลังจากนี้ นายสนธิ เตรียมไปยื่นหนังสือเรียกร้องเรื่องจีนเทาต่อ และเตรียมเดินสายปราศรัย เรียกร้องอีกหลายจังหวัด ทั้งชลบุรี จันทบุรี ขอนแก่น
สิ่งที่ต้องจับตาวัน 14 กันยายนนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติชี้ขาด “คดีฮั้วเลือก สว.” ว่าจะส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อเอาผิดและลงโทษผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ หากผลออกมาไม่เป็นที่พอใจ ก็อาจมีนัดรวมตัวกันอีกครั้ง
เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึงนายกรัฐมนตรี นายสนธิบอกว่า คงไม่ฝากเพราะท่านเป็นคนฉลาด