“ดร.ธนกฤต” พา สปสช.-สบส. ตรวจคลินิก หลังมีดราม่า หมอปากแซ่บ แช่ง-ข่มขู่คนไข้ ต่อสายคุยหมอ อ้างเครียดโดนโทรต่อว่า จะเลิกอาชีพ หนีไปบวชแทน ไม่อดตาย เพราะมีรายได้จากบ้านเช่า

จากกรณีหญิงสาวผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ร้องขอความช่วยเหลือจาก นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ กรณีไม่ส่งต่อผู้ป่วยฯ ของ สปสช. หลังอ้างถูกแพทย์คลินิกแห่งหนึ่งด่าทอ ข่มขู่ และพูดจาซ้ำเติมเรื่องอาการป่วย ระหว่างที่เดินทางมาขอใบส่งตัว ถึงขั้นแช่งให้เสียชีวิตก่อนอายุ 40 ปี โดยมีหลักฐานเป็นคลิปเสียง และแชตข้อความ 

ความคืบหน้า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (4 ก.ย.) ที่คลินิกแห่งหนึ่ง ถนนเจริญพัฒนา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ พร้อมหน่วยงาน สปสช. และ สบส. ได้เดินทางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในคลินิก

โดย นายกองตรี ดร.ธนกฤต เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. พบข้อร้องเรียนสำคัญเกี่ยวกับการให้บริการของคลินิกอย่างน้อย 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ กรณีผู้ป่วยร้องเรียนว่าไม่ได้รับใบส่งตัวเพื่อไปรักษาต่อ ซึ่งที่ผ่านมา สปสช. เคยมีการตักเตือนและให้ดำเนินการแก้ไขแล้ว แต่ยังคงมีข้อร้องเรียนในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น

ส่วนประเด็นที่สอง คือ เรื่องการจ่ายยาให้กับผู้ป่วย โดยมีข้อมูลร้องเรียนว่าผู้ป่วยบางรายได้รับยาเพียงครั้งละประมาณ 7 วัน ทั้งที่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังและบางรายจำเป็นต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้ต้องเดินทางกลับมารับยาบ่อยครั้ง เพิ่มทั้งภาระค่าใช้จ่าย และความไม่สะดวกในการรักษา ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการจ่ายยาในลักษณะดังกล่าว

ส่วนกรณีล่าสุดที่หญิงผู้ป่วยโรคเรื้อรังนำหลักฐานเข้าร้องเรียน โดยกล่าวหาว่าแพทย์มีพฤติกรรมด่าทอและใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อผู้ป่วย รวมถึงมีการพูดถึงอาการป่วยและกล่าวในลักษณะว่า อาจเสียชีวิตภายในอายุ 40 ปี ซึ่งนายกองตรี ดร.ธนกฤต ระบุว่า ถ้อยคำในลักษณะดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เพราะอาจกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง และทำให้ผู้ป่วยเกิดความหวาดกลัวหรือสูญเสียความเชื่อมั่นในการรักษา

นายกองตรี ดร.ธนกฤต ระบุด้วยว่า เรื่องดังกล่าวสร้างความกังวลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากการปฏิบัติต่อผู้ป่วยในลักษณะที่ถูกร้องเรียนอาจส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย จึงต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน วันนี้จึงมีการประสานกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. ส่งเจ้าหน้าที่ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบคลินิก โดยจะใช้อำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบมาตรฐานและการให้บริการ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งกำลังเข้าร่วมดูแลพื้นที่ และมีผู้ร้องเรียนเดินทางมาร่วมให้ข้อมูลด้วย


นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ก่อนเข้าตรวจสอบจะขอพูดคุยกับเจ้าของคลินิกและแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีคำพูดที่ถูกร้องเรียน ตลอดจนประเด็นการออกใบส่งตัวและการจ่ายยาให้ผู้ป่วย

ส่วนการดำเนินการในระบบหลักประกันสุขภาพ นายกองตรี ดร.ธนกฤต ระบุว่า หากผลการตรวจสอบพบว่าการให้บริการเข้าข่ายสร้างความเสี่ยงหรือเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย ก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายของ สปสช. เพื่อระงับปัญหา รวมถึงพิจารณายุติสัญญากับหน่วยบริการดังกล่าว

พร้อมกันนี้ หากมีการยุติสัญญากับคลินิก จะต้องจัดระบบรองรับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิรักษาอยู่เดิม โดยประสานย้ายผู้ป่วยไปยังหน่วยบริการหรือสถานพยาบาลใกล้เคียง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการรักษา

ส่วนกระแสข้อมูลว่าแพทย์รายดังกล่าวเคยย้ายสถานพยาบาลหรือมีความเกี่ยวข้องกับคลินิกหลายแห่ง นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุหรือรายละเอียดได้ในขณะนี้ และจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก่อน หากพบว่ามีคลินิกอื่นที่เกี่ยวข้องกับแพทย์รายดังกล่าวและอยู่ในระบบบริการเดียวกัน ก็จะตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ขณะที่ ก่อนลงตรวจภายในคลินิก นายแพทย์วีรพันธ์ ลีธนะกุล รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า คลินิกแห่งนี้ได้ถูกร้องเรียนมายัง สปสช. หลายครั้งและมีการตักเตือน แต่ไม่ปรับปรุงแก้ไข และเมื่อทาง สปสช.กทม. เข้าตรวจสอบ 2 ครั้งก็พบว่า เป็นเช่นนั้นจริง โดยเฉพาะพบความผิดปกติในการเบิกจ่าย และให้บริการไม่เป็นไปตามที่กำหนด จึงเตรียมสั่งหยุดให้บริการโดยด่วนที่สุด ส่วนคนไข้กว่า 9,000 คน ที่ลงทะเบียนรักษาด้วยบัตรทองที่คลินิกแห่งนี้ จะประสานกับทางกรุงเทพมหานคร ส่งตัวไปยังสถานพยาบาลใกล้เคียง แต่สิทธิโรงพยาบาลรับส่งต่อยังเป็นโรงพยาบาลเดิม

ทั้งนี้ ในระหว่างการลงตรวจพื้นที่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต มีโอกาสโทรคุยกับทางแพทย์รายดังกล่าว โดยเมื่อรับสาย แพทย์รายนี้ถึงกับร้องไห้ อ้างว่าเครียด จนนอนไม่หลับ เพราะมีโทรศัพท์เข้ามาก่อกวน และต่อว่าไม่หยุด พร้อมบอกว่า เหนื่อยแล้ว อดหลับอดนอนช่วยคนไข้แต่ต้องมาเจอแบบนี้ จึงขอเลิกเป็นหมอและจะหนีไปบวช ต่อให้ไม่ทำอาชีพหมอ ก็อยู่ได้สบาย เพราะมีรายได้จากการเก็บค่าเช่าบ้านเดือนละ 10,000-20,000 บาท เราสบายอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องไปเหนื่อยยาก 

และว่าตั้งแต่เป็นหมอมา 14 ปี ไม่เคยเจอคนไข้แบบนี้ ซึ่งเคสอื่นที่ไม่มีปัญหา เขาก็รักษาตามปกติ เจาะเลือดที่คลินิกก็ไม่ต้องรอคิว เขาทำร้ายร่างกาย ยั่วขนาดนั้น ตั้งใจจะทำลายหมออยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นหมอทำโรงพยาบาล รักษาคนไข้ตั้งแต่รากหญ้าไปจน โรงพยาบาลเอกชน ไฮโซไม่ได้หรอก

เมื่อถามว่า ทำไมไปบอกว่า 30 บาท รักษาไม่ดี หน่วยงานรัฐได้รับความเสียหาย คุณหมอ ตอบว่า ถ้าเล่าแล้วจะรับได้ไหม หลายๆ โรงพยาบาลที่เป็นเคส 30 บาท เขาไม่รักษา แต่ให้นอนตาย 

ดร.ธนกฤต จึงบอกว่า หากรู้จักญาติที่เป็นเคสปล่อยให้นอนตาย ให้มาร้องเรียนกับตนได้เลย และว่าให้หมอไปชี้แจงผ่านรายการทีวีได้เลย ซึ่งหมอก็บอกว่าได้

ระหว่างนั้นแม่ของหมอ ได้ตะโกนเข้ามาบอกว่า หมอคนไม่ฉลาด และพูดจาไม่รู้เรื่อง พร้อมทั้งถามว่า หากเลิกเป็นหมอ ใครจะรักษาแม่ ซึ่งแม่อายุ 80 กว่าแล้ว และใช้สิทธิ 30 บาท 

นอกจากนี้ หมอยังพยายามอธิบายเกี่ยวกับการรักษาคนป่วยแต่ละคนที่ผ่านมา โดยอ้างว่า ไม่ได้จะไม่ส่งตัวผู้ป่วย แต่คลินิกก็ต้องทำหน้าที่ที่ถูกกำหนดมา ก่อนจะส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล แต่คนไข้จะไปดำเนินการทุกอย่างที่โรงพยาบาลเลย ซึ่งมันไม่สามารถทำได้ มันเป็นการตรวจรักษาเกินจริง

อย่างไรก็ตาม ดร.ธนกฤต ได้พูดคุยกับแม่ของหมอ ซึ่งอยู่ที่คลินิก ก็ยืนยันว่า ตัวเองรักษาโรคเบาหวาน ด้วยสิทธิบัตรทอง 30 บาท ซึ่งแม่บอกว่าใช้มาตลอด โรงพยาบาลดี จ่ายยาก็ดี