"ซีอีโอ CPF" มองธุรกิจ "กลุ่มอาหาร" การทำส่งออกเป็นแค่จุดเริ่มต้น เชื่อกลยุทธ์ "ผลิตที่ไหนขายที่นั่น" ดีที่สุดคือต้องไปอยู่ที่ที่นั่น
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "ไทยรัฐกรุ๊ป" จัดดินเนอร์ทอล์กใหญ่ประจำปี "THAIRATH FORUM 2026" ภายใต้แนวคิด "Thailand in the New Global Order" ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท เพื่อร่วมค้นหาแนวทางการสร้างอำนาจการต่อรอง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยผ่าน 4 ผู้นำระดับประเทศและภาคธุรกิจ
ภายหลังจาก ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเวทีในหัวข้อ "Thailand’s Blueprint for the New Global Order : ทิศ–ทาง–รอด ประเทศไทย ภายใต้ระเบียบโลกใหม่" เพื่อถ่ายทอดมุมมองต่อภูมิทัศน์และระเบียบโลกใหม่ ท่ามกลางสงครามการค้า นโยบายกีดกันทางการค้า ตลอดจนการแข่งขันด้านพลังงานและเทคโนโลยีแล้วนั้น
ต่อมาเป็นช่วง Panel Talk ในหัวข้อ "The New Global Order:Impact and Opportunities Amongst Superpowers’ Struggle–ระเบียบโลกใหม่ : แรงกระแทกและโอกาสในเกมมหาอำนาจ" ผ่านมุมมองแม่ทัพของเอกชนยักษ์ใหญ่ของไทยที่มีฐานรายได้อยู่ในหลายประเทศของโลก
ซึ่งประเด็นที่ 2 ได้พูดคุยเกี่ยวกับประเด็น "โอกาสทองของอาเซียนและการผงาดของเอเชีย" โดยพิธีกรถามว่า "ในมิติของ Supply Chain ด้านอาหารและภาคการเกษตร ภูมิภาคอาเซียนและเอเชียกำลังกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญในการรองรับแรงกระแทกจากตลาดโลก CPF มองเห็นศักยภาพและการเติบโตใหม่ๆ ของอุตสาหกรรมอาหารในอาเซียนท่ามกลางสมรภูมิจีน-สหรัฐฯ อย่างไรบ้าง"
ทางด้าน คุณประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เผยว่า "เนื่องจากบริษัทเรามีฐานกระจายค่อนข้างเยอะ ก็มีคนสนใจชวนเราร่วมการลงทุนเยอะพอสมควร ทุกคนที่เข้ามาไม่ค่อยมีใครชวนไปยุโรป ส่วนใหญ่ชวนมาลงทุนที่เอเชีย เพราะยังมี Growth อยู่พอสมควร ซึ่งเป็นแหล่งที่มี Growth เป็นแอเรียใหม่
ในเมืองไทยยังเป็นแหล่งที่มี Growth เยอะ ในด้านอาหารเองสำคัญอยู่ที่จำนวนคน ว่าจำนวนคนมีมากน้อยขนาดไหน วันนี้เองประเทศใหญ่ๆ อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ ก็เป็นประเทศใหม่มากที่มีโอกาสสำหรับเรา เวียดนามก็เป็นอีกประเทศใหญ่ เชื่อว่าเรามีโอกาสที่จะไปทำอะไรเพิ่มเติมในเอเชียยังมีเยอะ
ถ้าพูดกันตามตรงจริงๆ ก็ต้องบอกว่า เอเชียการแข่งขันเขาไม่สูงมาก ขีดความสามารถในการแข่งขันของคู่แข่งก็อาจจะจำกัดกว่า
อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ประมาท ต้องเรียนว่าในเอเชียคนที่มูฟเข้ามาเร็วที่สุดคือจีน แม้ว่าประเทศจีนเขาใหญ่ก็จริง แต่เขาก็เริ่มบุกออกมาในต่างประเทศ เราเองก็ต้องดูว่าจะพันธมิตรหรือสู้กันทางไหน แต่เอเชียเป็นพื้นที่ของการ Growth ที่ดีที่สุด
เมื่อถามต่อว่า สถานการณ์ของสหรัฐฯ-จีน เป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาคเอเชียใช่หรือไม่ คุณประสิทธิ์ ตอบว่า ในกลุ่มอาหาร การทำส่งออกไป จริงๆ เป็นแค่จุดเริ่มต้น ดีที่สุดคือเราต้องไปอยู่ที่ที่นั่นเลย การทำส่งออกไปมันไม่เวิร์กเท่าไหร่ ภายในเราเองมีกลยุทธ์ที่ว่า ผลิตที่ไหนขายที่นั่น คือถ้ามีโอกาสที่ดี ประเมินแล้วเหมาะสม การแข่งขันอยู่ในระดับที่ถ้าเราไปแล้วมีโอกาสชนะเขา เราก็ควรไปลงทุนที่ที่นั่นเลย เพียงแต่ของตนอาจจะมีข้อได้เปรียบในบางส่วน เนื่องจากทุกวันนี้ลงทุนในหลายประเทศมาก ไปแต่ละที่ก็มีวิธีการแข่งขันต่างกัน ก็นำความรู้ที่แตกต่างกันมาใช้ในการพัฒนาองค์กรร่วมกันได้ อันนี้จึงเป็นประโยชน์อันหนึ่ง สำหรับบริษัทที่ไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะเทคโนโลยีการจัดการของแต่ละประเทศมันแตกต่างกัน
ยกตัวอย่าง การพัฒนาธุรกิจสุกรของเรา ก็อาศัยความรู้ในเมืองไทย-เมืองจีน ที่มีสภาพคอนเนกชันแตกต่างกัน เราลงทุนในรัสเซียด้วย ก็ได้เทคโนโลยีในรัสเซียมา ไปแคนาดาก็มีเทคโนโลยีบางอย่าง ซึ่งบนสินค้าเดียวกัน แต่มันมีความแตกต่าง แล้วเราก็เอาองค์ความรู้ทั้งหมดมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด".