"ดร.สุรเกียรติ์" กล่าวปาฐกถา บนเวที "THAIRATH FORUM 2026" เผยทิศทางรอดประเทศไทย ภายใต้ระเบียบโลกใหม่ โอกาสและทางรอด คือ การสร้างทักษะให้ทรัพยากรบุคคล พึ่งตัวเองมากขึ้น
วันที่ 31 ส.ค. 2569 “ไทยรัฐกรุ๊ป” จัดเสวนาครั้งสำคัญ “THAIRATH FORUM 2026 : THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER” ที่รวบรวมผู้นำภาครัฐและภาคธุรกิจระดับประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้หัวข้อ “พลิกโฉมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย” เพื่อความอยู่รอด และการเติบโตท่ามกลางระเบียบโลกใหม่
ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ “Thailand’s Blueprint for the New Global Order: ทิศ-ทาง-รอด ประเทศไทย ภายใต้ระเบียบโลกใหม่” ระบุว่า ประเทศไทย รอดไม่รอด เราต้องร่วมกันทำงานอย่างแท้จริง
ความท้าทายของประเทศไทย 8 ประการที่จะต้องนำมาเป็นปัจจัยวิเคราะห์ว่าจะทำให้ประเทศไทยรอดหรือไม่รอดแค่ไหน เพราะความปั่นป่วนนี้เกิดขึ้นแล้ว และเกิดพร้อมๆ กัน และมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งเอกชน และรัฐเอง ต้องถอดรหัส Global disruption ว่ามีความหมายอย่างไรในองค์กร และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะรับมืออย่างไร
อย่างแรกคือ Technology disruption ที่เปลี่ยนวิธีการทำงาน วิธีคิด ของเราไปอย่างสิ้นเชิง ในหลายประเทศกลับไม่ชอบ AI เพราะทำให้คนตกงาน คำถามอยู่ที่ว่า คนไทยควรจะกลัว AI แค่ไหน ส่วนตัวไม่คิดว่า AI จะมาแย่งงานคน แต่คิดว่า คนที่ใช้ AI เป็นจะมาแย่งคนที่ใช้ AI ไม่เป็น คำถามคือ แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนไทยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็น และประดิษฐ์ปัญญาได้ด้วย
ต่อมา Demographic disruption การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร ที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ แต่เพื่อนบ้านเราอีกหลายประเทศ ยังเป็น Young Society ซึ่งมีผลกับขนาดเศรษฐกิจ เพราะมีการพูดว่าผู้สูงอายุไม่ชอบใช้เงิน และเราทำอย่างไรกับคนที่อายุเกิน 60 ไปแล้ว แต่ยังแข็งแรง จะเทรนด์ให้กลับมาอยู่ในระบบแรงงานได้อย่างไร
Pandemic disruption เราเตรียมพร้อมกับการเกิดโรคระบาด บริหารงานในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้กลุ่มเปราะบาง ยากจน อยู่ห่างไกล เข้าถึงระบบสาธารณสุขได้มากขึ้น Environmental disruption เราทุกคนทราบถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบกับภาคธุรกิจกันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม หรือ PM2.5 และสร้างความเสียหายให้ประเทศเป็นอย่างมาก
ถัดมาคือ Education disruption การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ จะเข้ามาเรียนตอนไหนก็ได้ เรียนไป ทำงานไปด้วย หรือบางคนทำงานแล้วไม่กลับมาเลย เพราะสามารถรีสกิล อัพสกิล ได้ตลอดเวลา อาจารย์เองก็ต้องเปลี่ยนจากการเลคเชอร์ ไปเป็นโค้ช หรือที่ปรึกษา เราจะมีบัณฑิตพันธุ์ใหม่ได้ ต้องมีอาจารย์พันธุ์ใหม่ ต้องมีประสบการณ์ จึงจะมาเป็นโค้ชในห้องได้
Energy disruption เมื่อโลกเน้นเศรษฐกิจสีเขียว แต่เมื่อมีสงครามตะวันออกกลาง พลังงานมาไม่ได้ เกิดปัญหาเรื่องแก๊ส ซึ่งปัญหาตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นกระทบมาถึงเอเชีย เมื่อ supply ของ Energy เกิดปัญหาขึ้นจึงทำให้คนกลับมาสู่ green transition การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียวไปสู่พลังงานทางเลือก
นอกจากนี้ ยังมี Geo-Economic disruption ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องการค้า การเงิน หลายประเทศค้าขายกันโดยใช้พลังงานโดยใช้ Alternative Currency ของตัวเอง และเรากำลังกลับไปสู่การใช้ทองคำ โดยคนซื้อทองคำเป็นเทรดดิ้ง และจากทองคำก็ไปเงิน แพลตินัม ฯลฯ
อย่างสุดท้ายคือ สหรัฐฯ ที่ทำให้เกิด New World View ขึ้นมา ใครที่คิดว่าไทยจะกลับไปสู่สภาพเดิมอีกนั้น ตนคิดว่า อันตรายมาก เพราะความล้มเหลวของระบบสหประชาชาติ ซึ่งที่ผ่านมาถูกบล็อก ไม่สามารถออกมติที่จะมาช่วยสงบศึกในแต่ละประเทศได้เลย เพราะมหาอำนาจทั้ง 5 ไม่ได้ให้ความสนใจ
นอกจากนี้ การที่โลกเปลี่ยนไป และจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม ตนเห็นว่า Reciprocal Tariff ทำให้เกิดความล้มเหลวของระบบการค้าพหุภาคี ระบบภาษีศุลกากรที่ขึ้นแล้วไม่ลง เพราะอาจทำให้ระบบเศรษฐกิจเสียหาย เมื่อโลกเกิดสงครามขึ้น คำถามที่ตนอยากถามคือ เราเข้าใจการเมืองสหรัฐฯ เพียงใด การที่สหรัฐฯ จะตอบโต้หรือทำอะไรกับเรานั้น จะต้องเอาเรื่องที่เขาสนใจมาคุย เพื่อให้มีแรงต้านทาน ทั้งนี้เราไม่เคยรู้จักสหรัฐฯ ผ่านรัฐแต่ละรัฐ เราจะร่วมมือกับเขาด้านต่างๆ ได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้สิงคโปร์ทำได้ดีมาก ในการส่งผู้แทนพิเศษลงไปในแต่ละรัฐ และมาสรุปว่าจะร่วมมือกันในด้านใด ตนเสนอมาหลายครั้งแล้วว่าเราควรจะมีผู้แทนพิเศษไปคุยกับหลายๆ รัฐของสหรัฐฯ จะเข้าไปจี้จุด เพื่อเข้าใจการเมืองในรัฐสภาของสหรัฐฯ ถ้าเราอยากจะทำเรื่องนั้น เรื่องนี้ ต้องไปพบใคร ผ่านบริษัทล็อบบี้ยิสต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในสหรัฐฯ
ขณะที่การเปลี่ยนวิสัยทัศน์ มุมมองของผู้นำองค์กร ประเทศต่างๆ ต่อความเสี่ยง หลายท่านเริ่มเปลี่ยนจาก Efficiency First คือการผลิตที่ใช้ต้นทุนต่ำที่สุด ไปเป็น Security First ใช้ต้นทุนต่ำที่สุด แต่ต้องมี ทำให้นำไปสู่คำถามที่ว่า ทำอย่างไรจะผลิตสินค้าที่ต้นทุนต่ำที่สุด เป็น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่สามารถหาของนั้นได้ เพราะฉะนั้นผู้นำจะเปลี่ยนจากการมีของในคลังสินค้าให้น้อยที่สุด เพื่อต้นทุนที่ต่ำที่สุด ไปสู่การมีของสำรองไว้เสมอเพื่อสถานการณ์วิกฤติ เช่น พลังงาน ปุ๋ย อาหาร ยารักษาโรค ห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยี น้ำมันแพงดีกว่าไม่มีน้ำมัน หรือ ปุ๋ยแพงดีกว่าไม่มีปุ๋ย ฯลฯ เพราะฉะนั้นโลกที่ความไม่แน่นอน ต้นทุนของการขาดแคลนสูงกว่าการที่มีสินค้าในราคาแพง นี่คือ Mindset ที่กำลังเปลี่ยนไป การพึ่งพาวัตถุดิบจากที่ใดที่หนึ่งไม่พอ เพื่อให้เกิดความมั่นคง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความไม่ปกติ โลกกำลังเปลี่ยน จาก Fragmented Globalization ไปสู่การพึ่งพาแหล่งที่มาวัตถุดิบหลายๆ แห่ง จนกลายเป็นหัวใจของความสามารถในการปรับตัว
แล้วไทยจะปรับจุดยืนของตัวเองอย่างไร ดร.สุรเกียรติ์ มองว่า ไทยต้องปรับเป็น Resilient Regional Hub เปลี่ยนจากประเทศผู้ผลิตที่ราคาต่ำสุด เป็นประเทศที่ผลิตด้วย Acceptable Cost เพราะประเทศไทยเป็นผู้เชื่อมสะพาน ต่อจุดกับประเทศต่างๆ ได้ เราต้องวางจุดยืนให้เป็นประเทศที่มีต้นทุนที่ยอมรับได้ มีบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาด ขาดประเทศไทยไม่ได้เพราะไทยเป็นประเทศที่มีความน่าเชื่อถือของทุกฝ่าย
ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน สิ่งที่ผู้นำควรทำคือ ต้องแยกแยะได้ว่าเราพึ่งพาอะไรมากเกินไป ต้องกระจายความเสี่ยง สร้างสำรองในสิ่งที่ขาดให้เพียงพอ มีความมุ่งมั่นต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกใหม่ เสริมความเข้มแข็งในภูมิภาค เปิดประเทศตลอดเวลา และต้องเป็นผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูป
ทางรอดของไทยภายใต้ระเบียบใหม่ หากสงครามยุติคืนนี้ ผลกระทบจะมีอีก 1-2 ปี ต้องรองรับแรงกระแทกจาก Global disruption ผู้รู้ในโลกนี้เห็นตรงกันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคงไม่ถึงสงครามโลก แต่ก็ไม่มีสันติภาพ ทางออกทั้งหลายจะเป็นทางออกชั่วคราวเท่านั้น และเราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น Longer lasting crisis วิกฤตที่ลากยาวนานยิ่งขึ้น หรือภาวะวิกฤตที่กินเวลานานกว่าเดิม จนกลายเป็น New Normal ถ้าผู้นำคิดจะทำแบบเดิมอยู่ ชะล่าใจ ถือว่าอันตรายมาก ซึ่งความชะล่าใจนับเป็นศัตรูของความสำเร็จ และที่อันตรายที่สุดคือ การไม่คิด และไม่ทำ
สรุปแล้ว เรากำลังเดินเข้าสู่โลกใหม่ ที่มีความปั่นป่วนด้านต่างๆ มีความขัดแย้งด้านต่าง ๆ และสงคราม และต่อให้หมดสงคราม ก็จะมีปัญหาไปอีก 1-2 ปี ความขัดแย้งที่เกิดมีผลต่อเศรษฐกิจโลก เรากำลังเดินเข้าสู่โลกที่ผู้นำองค์กรกำลังเปลี่ยนวิธีคิดในทางเลือกเพื่อความอยู่รอด โลกที่พึ่งตัวเองมากขึ้น แต่ก็ยังต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น โลกที่ราคาสินค้าสูงขึ้น รายได้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมน้อยลง อำนาจการซื้อลดลงและเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก โลกที่บังคับให้ทุกประเทศต้องปฏิรูป ปรับตัวในหลายๆ ด้าน แต่ก็ยังมีทางเลือกใหม่ๆ ให้ "ประเทศไทย" มากขึ้นอีกเยอะ เพราะเศรษฐกิจของการมีสุขภาพที่ดี มีอายุยืน การดูแลคน ไทยเป็นที่หนึ่ง ไทยกำลังมีทางเลือกที่สำคัญมากในเรื่อง Green Transition การเปลี่ยนผ่านสีเขียว การลงทุนใน EV โซลาร์ โลจิสติกส์ และเราต้องคิดใหม่ ในการที่คนมาเยือนเราในรูปแบบต่างๆ เพราะเขามองว่า เราปลอดภัย
สุดท้าย โอกาสของเราคือ การสร้างทักษะให้ทรัพยากรบุคคล โดยการยกเครื่องเรื่องการศึกษา เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่มีวันจบสิ้น เปลี่ยนจากการ Lecturer ให้เป็น Coach ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และทุ่มเงินวิจัยเพื่อให้เราประดิษฐ์ปัญญา เน้นการลงทุนที่เป็นโอกาสที่จะสร้างทุนมนุษย์ที่เน้นสมรรถภาพขึ้นมาให้ได้ เพื่อนำไปสู่ทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่ให้ได้
โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดทาง Facebook : Thairath TV, Thairath - ไทยรัฐออนไลน์ และทาง YouTube ช่อง Thairath News - ข่าวไทยรัฐ ตั้งแต่เวลา 18.00 - 20.30 น.