สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สัญจรพระนครศรีอยุธยา เปิดเวที “กฎหมายที่ประชาชนควรรู้” เสริมภูมิรู้กฎหมาย–รู้สิทธิ–เข้าถึงความยุติธรรม

วันที่ 16 สิงหาคม 2559 นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ได้มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ รุยาพร เลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา และ อนุกรรมการ สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ไปเปิดโครงการสัญจรเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เปิดมุมมองเรื่องสิทธิ หน้าที่ และกระบวนการยุติธรรม พร้อมถ่ายทอดความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายและการสื่อสารแก่เยาวชน นักศึกษา และประชาชนในพื้นที่  

รศ. ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ,รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์   รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากร และ ดร.ตราดุลย์ นรนิติผดุงการ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต  , อาจารย์นรินทร์ อุ่นแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารทั่วไปและกฎหมาย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจณา สุขาบูรณ์ ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต เข้าร่วมกิจกรรม มีนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาและประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจเข้าร่วมประมาณ 300 คน พร้อมตัวแทนผู้นำชุมชน ในพื้นที่จังหวัดอยุธยา พร้อมตั้งโต๊ะ หารือปรึกษาปัญหาข้อกฎหมาย และคดีความต่างๆ ฟรีแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย

สำหรับวิทยากรมีดังนี้ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ รุยาพร เลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา บรรยายเรื่องคดีมรดก นายเชษฐ์ สุขสมเกษม อาจารย์ผู้บรรยายกฎหมายในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อนุกรรมการบริหารสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา พูดเรื่องปัญหาทางกฎหมายในคดีตลาดจริง และ นางกานดา จำปาทิพย์ อนุกรรมการบริหารสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และบรรณาธิการอาวุโส รายการสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส พูดเรื่อง AI หลอกคน ดร.สพงษ์ สิงห์สมบุญ พูดเรื่อง พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัย

สำหรับการบรรยายจะเน้นการอธิบายกฎหมายในมิติที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมเชื่อมโยงสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งปัญหาการถูกหลอกลวง การถูกละเมิดสิทธิ ปัญหาผู้บริโภค ภัยออนไลน์ และกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการร้องเรียนหรือกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ โครงการมุ่งสร้างความตระหนักในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษา ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่การทำงานและการใช้ชีวิตในสังคม ให้เห็นว่าความรู้ทางกฎหมายเป็น “ทักษะชีวิต” ที่จำเป็น ไม่ต่างจากความรู้ด้านการเงิน เทคโนโลยี หรือการสื่อสาร เพราะช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยง รู้เท่าทันการถูกเอาเปรียบ และตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น

การจัดโครงการจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายเพิ่มขึ้น สามารถนำความรู้ไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน รวมถึงถ่ายทอดต่อไปยังครอบครัวและชุมชน

โครงการสัญจรเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนจึงถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเชื่อม “ความรู้ด้านกฎหมาย” เข้ากับ “ชีวิตจริงของประชาชน” และช่วยลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับกระบวนการยุติธรรม เพราะในท้ายที่สุด การรู้กฎหมาย ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อรู้ข้อห้าม แต่คือการรู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้ทางออก และรู้ว่าจะปกป้องตนเองอย่างไรเมื่อเผชิญความไม่เป็นธรรม