ทีมเพื่อนธรณ์เปิดเวทีเสวนา “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ” เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน เตือนไทยเร่งรับมือ
วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ SCBX Next Stage ชั้น 4 สยามพารากอน ได้จัดงานเสวนา “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ” โดยทีมเพื่อนธรณ์ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ทำโครงการไม้ยืนต้นป่ายั่งยืน ร่วมกับสิงห์อาสา ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่าให้มีโอกาสรอดกว่า 90%
พร้อมด้วย ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับโครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน 10 แห่งในอีสาน ให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี และ ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อหา “ทางรอดและกลยุทธ์การปรับตัว” ของทั้งภาคชุมชนและองค์กรธุรกิจ ก่อนที่มหันตภัยนี้จะสร้างความเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนมาได้
ปัจจุบัน โลกได้ก้าวข้ามจากยุค “โลกร้อน” (Global Warming) สู่ภาวะ “โลกเดือด” (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ของระบบภูมิอากาศโลก ส่งผลให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติทวีความรุนแรงในลักษณะ Climate Amplification หรือการขยายผลของวิกฤตที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่
โดยมีปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งรุนแรง จนนำไปสู่มหันตภัยที่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน:
- ไฟ: สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น
- ฝุ่น: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน
- แล้ง: การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อภาคการเกษตรกรรมที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ
- น้ำ: วิกฤตการขาดแคลนน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพ กลายเป็นความเสี่ยงสูงสุดของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และความมั่นคงของชุมชน
ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “สำหรับโครงการไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน ที่ทำร่วมกับสิงห์อาสา เราได้ลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าโดยตรง ผ่านการลงมือทำจริงจังอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกมีอัตราการรอดสูง 80-90% ด้วยการคัดสรรพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่ถูกต้องตามระบบนิเวศ มีการสร้างแนวกันไฟ นำองค์ความรู้ที่ทำร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา ใช้ร่วมกับการปลูกไม้พื้นถิ่น ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้ดูดซึมน้ำและแร่ธาตุได้ดีขึ้น
และการจัดตั้งทีมลาดตระเวนชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้ชาวบ้านดูแลธรรมชาติและกลายเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องผืนป่าให้ยั่งยืนต่อไป ทำให้โครงการนี้ช่วยฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า และรักษาสภาพแวดล้อมของป่าต้นน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง”
ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า “จากการทำงานร่วมกับสิงห์อาสาตั้งแต่ปี 2563-ปัจจุบัน เราพบว่าแหล่งน้ำชุมชน 9 แห่งที่ใช้โมเดล บ่อพ่อ-บ่อแม่ หรือระบบโครงข่ายกักเก็บน้ำเชื่อมโยงกัน สามารถเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลับมามีน้ำใช้ได้ตลอดปี และยังสามารถช่วยกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลากได้อีกด้วย ทำให้ชาวบ้านมีน้ำกิน น้ำใช้ มีน้ำในการทำการเกษตร มีแหล่งอาหารจากปลาในบ่อ การขยายพื้นที่แหล่งน้ำชุมชนไปยังพื้นที่ต่างๆ จะทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์เอลณีโญอีกด้วย”
ภายในงาน Session 1 Special Talk ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้บรรยายในหัวข้อ “มหันตภัย Climate Amplification เมื่อโลกเปลี่ยนไป 2 องศา” ได้อธิบายถึงผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา พร้อมวิเคราะห์ผลของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกที่มีต่อประเทศไทย และเสนอแนวทางการเตรียมพร้อมรับมือในระดับโครงสร้าง
ขณะที่ Session 2 Panel Discussion จะเป็นการรวบรวมนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมวิเคราะห์วิกฤต “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ” ในมิติป่าไม้ สุขภาพ การเกษตร ชุมชน และการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอแนวทางการปรับตัวและโมเดลการบริหารจัดการทรัพยากรที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อเสริมสร้างความพร้อมให้ทุกภาคส่วนรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดผลกระทบจากมหันตภัยที่กำลังทวีความรุนแรงในอนาคต.