ขอเชิญร่วมพิธีบวงสรวง สวดนพเคราะห์ "ดับดาวกาลี เสริมดาวศรี" ณ พระวิหารวัดสระเกศ (วัดภูเขาทอง) ในวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีรายงานว่า กำหนดพิธีบวงสรวงสวดนพเคราะห์ "ดับดาวกาลี เสริมดาวศรี" ณ พระวิหารวัดสระเกศ (วัดภูเขาทอง) วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 เริ่มเวลา 17.19 น. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต รมว.แรงงาน รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอดีต ผบ.ตร. ประธานฝ่ายฆราวาส วัดสระเกศ ประธานฝ่ายสงฆ์ พิธีจัดโดยทีมงานแบรนด์สิริบายดิว ร่วมกับ อาจารย์ลินลดา ชัยหมื่น เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมในพิธีปัดเป่าเรื่องร้ายเสริมดวง
ขณะที่ตามตำราลัคนาสถิติ ราศีพิจิก ประกอบด้วยราชาฤกษ์ ฤกษ์แห่งเกียรติยศ, อำนาจบารมี, ผู้นำเจ้าคนนายคน - ฤกษ์บน ประกอบด้วย ภูมิปาโลฤกษ์ ฤกษ์แห่งความมั่นคง, ชีวิตมั่นคง, ฐานะมั่นคง - ลัคนาสถิติ ราศีพิจิก ประกอบด้วยราชาฤกษ์ ฤกษ์แห่งเกียรติยศ, อำนาจบารมี, ผู้นำเจ้าคนนายคน - ฤกษ์บน ประกอบด้วยภูมิปาโลฤกษ์ ฤกษ์แห่งความมั่นคง, ชีวิตมั่นคง, ฐานะมั่นคง (เป็นมหาอุจจ์ มีเสน่ห์เมตตามหานิยม ได้รับโชคลาภดีนัก)
สำหรับหัวใจสำคัญพิธีบวงสรวง สวดนพเคราะห์ "ดับดาวกาลี เสริมดาวศรี" เมื่อจันทรคติ เดือน 8 สองหน เปิดห้วงเวลาแห่งการชำระเคราะห์และตั้งขวัญใหม่ วิถีความเชื่อของคนไทย "ดวงชะตา" มิได้เป็นเพียงเรื่องของการทำนายอนาคต หากยังเป็นภาษาทางจิตวิญญาณที่ผู้คนใช้ทำความเข้าใจชีวิต เข้าใจเคราะห์ เข้าใจบุญ และใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจในยามที่ต้องก้าวผ่านความไม่แน่นอนของโลก
หนึ่งในศาสตร์สำคัญที่อยู่คู่กับโหราศาสตร์ไทยมายาวนาน คือ "ตำราทักษา" ซึ่งเป็นระบบการพิจารณาดวงจากวันเกิด โดยแบ่งอิทธิพลของดาวและพลังชีวิตออกเป็นภูมิสำคัญ ได้แก่ บริวาร อายุ เดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี และกาลี หรือกาลกิณี
...
ทางความเชื่อ "ศรี" หมายถึงความเจริญ ความงอกงาม ความเป็นสิริมงคล และพลังเกื้อหนุนให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้า ส่วน "กาลี" หรือ "กาลกิณี" หมายถึงพลังติดขัด ความเสื่อม อุปสรรค เคราะห์กรรม หรือสิ่งที่ทำให้ชีวิตเกิดความหม่นมัว ไม่ราบรื่น เมื่อนำสองคำนี้มาประกอบกันเป็นหัวใจของพิธี "ดับกาลี เสริมศรี" จึงหมายถึงพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อดับเคราะห์ ดับสิ่งติดขัด และเปิดทางให้พลังแห่งศรี ความเจริญ และความสว่างกลับคืนสู่ชีวิต
ความเชื่อเรื่องการชำระเคราะห์ การบูชาดาว และการเลือกฤกษ์ยาม มิใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย หากมีรากลึกสืบเนื่องจากคติพราหมณ์-ฮินดูและโลกทัศน์โบราณของอินเดีย ซึ่งให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ ดวงดาว ไฟ น้ำ และจังหวะของเวลา พิธีกรรมจำนวนมากในโลกโบราณเกิดขึ้นก่อนสมัยพุทธกาล โดยมีไฟ เครื่องบูชา บทสวด และการกำหนดวันเวลาเป็นเครื่องเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับพลังเหนือธรรมชาติ
ต่อมาเมื่อคติพราหมณ์ พุทธ และความเชื่อพื้นถิ่นเข้ามาผสมผสานในสังคมไทย จึงเกิดรูปแบบพิธีกรรมที่มีทั้งการทำบุญ การสวดมนต์ การอุทิศส่วนกุศล การบูชาครู การบูชาดาวนพเคราะห์ และการตั้งจิตอธิษฐานร่วมกัน สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงการร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังเป็นกระบวนการสร้างขวัญ กำลังใจ และความหวังให้ผู้ศรัทธาได้เริ่มต้นใหม่ด้วยใจที่มั่นคงกว่าเดิม
โหราศาสตร์ไทยได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่องผ่านราชสำนัก วัด ตำรา และครูบาอาจารย์หลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 4 ความรู้ด้านดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ การคำนวณปฏิทิน และการพยากรณ์ได้รับความสนใจอย่างเด่นชัดมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาด้านดาราศาสตร์และการคำนวณเวลา ขณะเดียวกันตำราพยากรณ์และวิธีคำนวณชะตาก็เป็นที่กล่าวถึงและแพร่หลายในสังคมชั้นสูงและราชสำนัก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาไทยที่ส่งทอดมาถึงปัจจุบัน
สำหรับปี พ.ศ. 2569 นี้ มีความพิเศษทางปฏิทินจันทรคติอย่างยิ่ง เพราะเป็นปีอธิกมาส คือปีที่มีเดือน 8 สองครั้ง ได้แก่ เดือน 8 แรก และเดือน 8 หลัง การมีเดือน 8 สองหนถือเป็นจังหวะเวลาพิเศษในระบบจันทรคติไทย เพราะเป็นการเพิ่มเดือนเพื่อปรับสมดุลระหว่างรอบจันทร์กับรอบปีสุริยคติ และยังส่งผลต่อการกำหนดวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ซึ่งในปีนี้เลื่อนไปอยู่ในเดือน 8 หลัง
ทั้งนี้ วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 จึงเป็นห้วงเวลาที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงพิธีกรรม เพราะอยู่ในปลายข้างแรมของเดือน 8 แรก ก่อนจะก้าวเข้าสู่เดือน 8 หลังในอีกไม่กี่วันถัดมา ในทางสัญลักษณ์ ข้างแรมคือช่วงของการคลาย การลด การปล่อย และการดับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา จึงเหมาะแก่การประกอบพิธีที่มีเจตนา "ดับกาลี" คือดับเคราะห์ ดับอุปสรรค ดับพลังหม่นมัว และปลดเปลื้องความหนักใจที่สะสมอยู่ในดวงชะตา
เมื่อผ่านการดับแล้ว จึงตามด้วยการ "เสริมศรี" คือการตั้งจิตรับพลังใหม่ เสริมความเจริญ เสริมสง่าราศี เสริมกำลังใจ เสริมความเป็นสิริมงคล และเปิดทางให้ชีวิตเดินต่อด้วยความหวัง พิธีนี้จึงมิใช่เพียงพิธีแก้เคราะห์ตามความเชื่อ แต่เป็นพิธีตั้งขวัญให้ผู้คนได้กลับมามองชีวิตด้วยใจที่มั่นคง มีสติ และมีกำลังในการประกอบกรรมดีต่อไป
ส่วนแก่นสำคัญของพิธี "ดับกาลี เสริมศรี" คือการทำให้ผู้ร่วมพิธีระลึกว่า ชีวิตมนุษย์ย่อมมีทั้งช่วงสว่างและช่วงมืด มีทั้งวันที่ราบรื่นและวันที่ติดขัด แต่เมื่อมีศรัทธา มีบุญ มีการตั้งจิตที่ดี และมีความเพียรในการดำเนินชีวิต เคราะห์ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ทำให้มนุษย์สิ้นหวัง หากเป็นเครื่องเตือนให้เรารู้จักระวังตน แก้ไขตน และสร้างบุญใหม่ให้มากขึ้น
สำหรับสาธุชนผู้มีความเชื่อเรื่องบุญบาปและหลักโหราศาสตร์ พิธีในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 จึงเป็นเสมือนการรวมพลังแห่งศรัทธาในห้วงเวลาพิเศษของปีอธิกมาส เป็นวันที่ผู้คนตั้งใจนำชื่อ วันเดือนปีเกิด และดวงชะตาของตนเข้าสู่พิธี เพื่อฝากความทุกข์ไว้กับไฟแห่งการดับเคราะห์ และรับความหวังกลับมาด้วยแสงแห่งศรี
...
ความเชื่อย่อมเป็นเรื่องส่วนบุคคล พิธีกรรมที่ดีไม่ควรทำให้ผู้คนงมงายหรือหวาดกลัว แต่ควรทำให้ผู้คนมีกำลังใจ มีสติ รู้จักทำบุญ รักษาศีล คิดดี พูดดี ทำดี และดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท เพราะท้ายที่สุดแล้ว “การดับกาลี” ที่แท้จริง มิใช่เพียงการดับเคราะห์ภายนอก แต่คือการดับความกลัว ความเศร้าหมอง และความสิ้นหวังในใจ ส่วน "การเสริมศรี" ที่ยั่งยืนที่สุด คือการเสริมความดี ความเพียร ความเมตตา และศรัทธาอันถูกต้องให้เกิดขึ้นในชีวิต
พิธี ดับกาลี เสริมศรี ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 จึงเป็นมากกว่าพิธีมงคล หากเป็นพื้นที่แห่งความหวัง เป็นขวัญกำลังใจ และเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากความมืดสู่ความสว่าง จากเคราะห์สู่ศรี และจากความกังวลสู่การเริ่มต้นใหม่ด้วยหัวใจที่มีพลัง
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่พิธีเพื่อฝากความทุกข์ไว้กับไฟแห่งการดับเคราะห์และรับความหวังกลับมาด้วยแสงแห่งศรี ใช้เครื่องรางในพิธีเป็นตัวแทนสิริมงคล หนุนดวงชะตาโดยรวมทุกคนที่เข้าร่วมพิธีได้.