สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจัดงานครบรอบ 4 ปี เผยข้อมูลน่าสะพรึงเพียงแค่ 4 เดือนแรกของปี 2569 ในประเทศไทยมีเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์มูลค่าความเสียหายสูงถึง 7.48 พันล้านบาท
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC หน่วยงานในกำกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดงานครบรอบ 4 ปี สถาปนาองค์กร โดย พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า สคส. ได้มุ่งปรับมุมมองที่สังคมมีต่อกฎหมาย PDPA จากการเป็นเพียงข้อปฏิบัติทางกฎหมาย หรือ ต้นทุนทางธุรกิจ สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเศรษฐกิจดิจิทัลที่ทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ การลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์
ทั้งนี้ ความเชื่อมั่น คือ หัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัลถ้าคนไทยยังไม่มั่นใจว่า ข้อมูลของตัวเองจะถูกใช้อย่างไร ทุกอย่างเดินหน้าต่อไม่ได้ บทบาทของ สคส. ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ผู้บังคับใช้กฎหมายคอยตั้งรับอย่างเดียว แต่ตั้งใจเป็นผู้ช่วยทำงานเชิงรุก เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย เป้าหมายข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์อาจจะฟังดูท้าทาย แต่นี่ คือ มาตรฐาน สคส.ตั้งใจจะไปให้ถึง เพื่อให้คนไทยใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างวางใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในโอกาส สคส.จัดงานครบรอบ 4 ปีนี้ สคส.ยังเผยแพร่ข้อมูลระบุว่า การก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ สคส.เกิดขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์ความเสี่ยงทางดิจิทัลซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางผิด เทคโนโลยีปลอมแปลงเสมือนจริง (Deepfake) ภัยคุกคามทางไซเบอร์และเศรษฐกิจแบบหลอกลวง ที่ขยายตัวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมและสร้างความเสียหายในวงกว้าง โดยข้อมูลระดับสากลเผยว่า รูปแบบการฉ้อโกงอาศัย AI และ Deepfake เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 180 ในรอบปี และความเสียหายจากการฉ้อโกงอัตลักษณ์บุคคลทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าเกินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ในประเทศไทยเองมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในช่วง 4 เดือนของปี 2569 อยู่ที่ 7.48 พันล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่า การรั่วไหลของข้อมูล คือ ต้นทางที่หล่อเลี้ยงขบวนการหลอกลวง และทำให้บทบาทของกฎหมาย PDPA และ สคส. มีความสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศมากยิ่งขึ้น
...
พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวต่อว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สคส.ขับเคลื่อนภารกิจอย่างต่อเนื่อง 3 ด้านหลัก คือ การกำกับดูแล การส่งเสริมองค์ความรู้และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ สคส. ได้เปลี่ยนผ่านจากยุคของการให้ความรู้เข้าสู่ยุคการกำกับดูแลเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา สคส.ได้ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานเชิงรุกไปแล้วกว่า 590,000 หน่วยงาน ทั่วประเทศ และเริ่มมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองต่อองค์กรละเลยมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมมูลค่าโทษปรับกว่า 21.5 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนบนบรรทัดฐานเดียวกัน ขณะเดียวกันยังเดินหน้าสนับสนุนภาคเอกชนและผู้ประกอบการ SME ให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุนผ่านการพัฒนาเครื่องมือและแพลตฟอร์มมาตรฐานระดับชาติ ตลอดจนการเตรียมประกาศใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเป็นใบเบิกทาง สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจไทยในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
สำหรับหมุดหมายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 สคส.มุ่งเดินหน้าคุมเข้มและยกระดับมาตรการในหลายมิติ ทั้งการยกระดับมาตรฐานการรับมือเหตุข้อมูลรั่วไหลให้สอดคล้องแนวปฏิบัติสากล การวางกรอบกำกับดูแลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ (AI Governance) โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคุ้มครองข้อมูลของกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะเยาวชน รวมถึงการขยายการเข้าถึงบริการของ สคส.สู่ระดับภูมิภาค และการส่งเสริมให้ทุกองค์กรมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ประชาชนสามารถใช้บริการออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น