สุดเศร้า เพื่อนทำพิธีเชิญดวงวิญญาณ เหยื่อรายที่ 8 "รถไฟชนรถเมล์" พร้อมเผยผู้ตายเป็นคนรักงาน-รับผิดชอบสูง ตั้งใจไปงานอีเวนต์ของ BNK48 ก่อนเกิดเหตุสลด


วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครอบครัวของ นายเสริมลาภ ปิ่นทอง หรือ "เอ" อายุ 44 ปี ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 และเป็นศพสุดท้ายจากเหตุโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ บริเวณแยกอโศก-ดินแดง ได้เดินทางมาติดต่อรับร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว

ต่อมา ญาติผู้เสียชีวิต, เพื่อนสนิทสมัยเรียน และเพื่อนร่วมงาน เดินทางมาเชิญดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตที่รถโดยสารประจำทาง ขสมก. คันที่เกิดเหตุ ท่ามกลางบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและอาลัย โดยมีการนำอาหารที่ผู้เสียชีวิตชื่นชอบมาจัดเป็นเครื่องเซ่นไหว้ ประกอบด้วย ผัดกะเพรา, ต้มจับฉ่าย, ข้าวเปล่า และขนมปังไส้กรอก

ทางด้าน นายเกียงไกร ประจันตะเสน เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นผู้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันคนหาย เผยว่า วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันจันทร์และเป็นวันย้ายออฟฟิศ พบว่า นายเสริมลาภ ปิ่นทอง (ผู้เสียชีวิต) ไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้เพื่อนร่วมงานและคนใกล้ชิดเริ่มรู้สึกผิดสังเกต เนื่องจากผู้ตายเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงและไม่เคยขาดงาน

จากนั้นในช่วงบ่าย เพื่อนและคนใกล้ชิดได้ช่วยกันออกตามหา พร้อมตรวจสอบข้อมูลการหายตัวไป ก่อนตัดสินใจเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันคนหายไว้ที่ สน.รัตนาธิเบศร์ โดยในช่วงแรกยังไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตเกี่ยวข้องกับเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจน

หลังจากนั้น ได้ประสานทั้งฝ่ายบุคคล, เทศบาลนนทบุรี, ร้านค้าบริเวณใกล้เคียง รวมถึงบริษัททรูมูฟ เพื่อตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์และกล้องวงจรปิด โดยได้ติดต่อทรูมูฟตั้งแต่วันอังคาร เพื่อตรวจสอบสัญญาณล่าสุดของโทรศัพท์ผู้เสียชีวิต ก่อนที่บริษัทจะติดต่อกลับมาในวันพฤหัสบดี พร้อมข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าสัญญาณสุดท้ายผู้เสียชีวิตอยู่ในจุดเกิดเหตุ

...

ทั้งนี้ ภายหลังจึงทราบว่าผู้เสียชีวิตพักอาศัยอยู่ในจังหวัดนนทบุรี และเดินทางมาทำงานย่านอโศก-สุขุมวิทเป็นประจำ อีกทั้งยังเป็นคนที่ชื่นชอบการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง โดยวันเกิดเหตุซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 ผู้เสียชีวิตตั้งใจเดินทางไปงานอีเวนต์ของ BNK48 และยังพูดคุยเรื่องดังกล่าวกับเพื่อนร่วมงานก่อนเกิดเหตุ

นายเกียงไกร กล่าวอีกว่า ผู้เสียชีวิตเป็นคนอินโทรเวิร์ต รักงาน และมีความรับผิดชอบสูง เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานและลูกค้า ทุกคนต่างเฝ้ารอและหวังให้เขากลับบ้านอย่างปลอดภัย ขณะที่วัดที่นำร่างไปประกอบพิธีศพ ก็เป็นวัดเดียวกับที่เคยใช้ประกอบพิธีศพของบิดาและมารดาของผู้เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม นายเกียงไกร กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "รู้สึกเสียดายเขามาก อยากบอกว่าคิดถึง และขอให้เดินทางปลอดภัย".