"สภาการศึกษา" รายงานสภาวะการศึกษาไทยไตรมาสที่ 2 พร้อมเร่งพัฒนา "ฐานข้อมูลทางการศึกษา" เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการวิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูลทั้งภายในและภายนอกระบบ
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานการประชุมสัมมนา เพื่อเผยแพร่รายงานสภาวะการศึกษาไทยไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา นางสาวรุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหาร อาจารย์ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมประชุม ณ โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ ควบคู่การถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กสภาการศึกษา
รศ.ประวิต กล่าวเปิดการประชุมสัมมนาฯ และรายงานสภาวะการศึกษาไทยไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในหัวข้อ "ข้อมูลการศึกษาเพื่อออกแบบเส้นทางเรียนในสังคม AI ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง" โดยสำหรับแนวคิดสำคัญในการรายงานสภาวะการศึกษาไทยในไตรมาสนี้ คือ การยกระดับฐานข้อมูลการศึกษาให้เชื่อมโยงชีวิตจริง อนาคตผู้เรียนและมาตรฐานสากลในไตรมาส 1 ได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญทางแยกเชิงโครงสร้างจากบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ทำให้ปัจจุบัน สกศ. อยู่ระหว่างการพัฒนา INES (ฐานข้อมูลทางการศึกษา) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการวิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูลทั้งภายในและภายนอกระบบ ให้สอดคล้องกับกรอบสากลของ OECD ซึ่งจะช่วยให้คาดการณ์อนาคตและเปรียบเทียบแนวโน้มระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เพื่อออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาให้มั่นคงจึงต้องเชื่อมโยงโจทย์ทั้ง 4 ส่วน ต่อไปนี้ ให้เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
...
ส่วนที่ 1 การเชื่อมโยงข้อมูลโลกจริงเข้ากับระบบการศึกษา ระบบการศึกษาต้องมองให้กว้างกว่าแค่สถานศึกษา หรือผลสอบ ดังนั้น การนำข้อมูลในโลกความเป็นจริงเป็นฐานสำคัญในการออกแบบระบบการศึกษาและวางรากฐานเชิงนโยบายให้เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงานโดยต้องวิเคราะห์ข้อมูลให้ครอบคลุม 3 มิติ ดังนี้
1. ข้อมูลตลาดแรงงานและผลลัพธ์ชีวิตจริงของผู้เรียน แม้ประเทศไทยจะมีอัตราการมีงานทำสูงถึงร้อยละ 67.2 และอัตราการว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 0.8 (ข้อมูลปี พ.ศ. 2567) ทว่ายังเผชิญความท้าทายด้านรายได้และผลิตภาพของงานอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกันข้อมูลเชิงเปรียบเทียบชี้ว่า ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีของไทยมีอัตราการมีงานทำอยู่ที่ร้อยละ 75.3 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ถึงร้อยละ 12.7 (ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ร้อยละ 88) อีกทั้งเยาวชนไทยอายุ 15-24 ปี เองก็มีอัตราการมีงานทำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ถึงร้อยละ 12
ทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงปัญหาความยากลำบากในการเปลี่ยนผ่าน นั่นคือ การจบการศึกษาไม่ตรงสายงาน ขาดทักษะประสบการณ์ที่ตลาดต้องการ ดังนั้นการเชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียน-หลักสูตร-ทักษะ-งาน-รายได้ สนับสนุน Credit Bank / Micro-Credential / Skill Bridge จะช่วยสร้างระบบการศึกษาให้เชื่อมโยงเส้นทางอาชีพมากขึ้น
2. ข้อมูลความต้องการทักษะและอาชีพของโลกงาน ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตทักษะพื้นฐาน โดยพบว่า ประชากรและเยาวชนไทยถึงร้อยละ 65 มีทักษะการอ่านและใช้ข้อมูลพื้นฐาน (Basic Literacy Tasks) ต่ำกว่าเกณฑ์ และร้อยละ 74 ยังขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน ซึ่งผู้ที่มีทักษะที่กล่าวมาในระดับสูงมีแนวโน้มรายได้ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ แรงงานไทยยังเผชิญภาวะทักษะไม่สมดุล วุฒิการศึกษาสูงแต่ทักษะไม่ตรงวิชาชีพในตลาดแรงงานเช่น เทคโนโลยีการผลิต กระบวนการทางธุรกิจ การสื่อสาร และบุคลากรสาย STEM ส่งผลให้แรงงานจบใหม่ที่มีวุฒิการศึกษาสูงถึงร้อยละ 34 ต้องทำงานในตำแหน่งที่ใช้ทักษะต่ำหรือปานกลางซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ถึง 2 เท่า อีกทั้งโอกาสการเข้าถึง Upskilling ของวัยแรงงานไทยค่อนข้างต่ำ
3. ข้อมูลครัวเรือน พื้นที่และโอกาสของผู้เรียน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยนักเรียนจากครัวเรือนยากจนที่สุด มีแนวโน้มหลุดออกนอกระบบการศึกษาสูง ประกอบกับปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่พุ่งสูงกว่าร้อยละ 89 ของ GDP ยิ่งซ้ำเติมโอกาสทางการศึกษา พบว่าในเชิงพื้นที่ อัตราการสำเร็จการศึกษาชั้น ม.ปลาย ในพื้นที่ชนบทต่ำกว่าในเขตเมืองถึงร้อยละ 18 โดยกรุงเทพมหานครมีอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 80 ในขณะที่ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 63-65 ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนแรงงานนอกระบบสูงในภูมิภาค
สำหรับส่วนที่ 2 การใช้ข้อมูลการศึกษาเพื่อกำหนดทิศทางเส้นทางผู้เรียน มุ่งใช้ข้อมูลภายในระบบการศึกษา โดยเฉพาะข้อมูลครูและห้องเรียน เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขจริงของการจัดการเรียนรู้ ทั้งด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคของการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งได้เชื่อมโยงกับการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการศึกษาตามแนวทาง INES ของ OECD ช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลที่เทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ อย่างเป็นระบบ
ทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพและความพร้อมของระบบในการสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งสิ้น ด้านข้อมูลห้องเรียน การเชื่อมโยงข้อมูลขนาดชั้นเรียน (Class Size) และ อัตราส่วนนักเรียนต่อครู (Ratio) ผลจากข้อมูลในห้องเรียนขนาดเล็กและสัดส่วนครูต่อนักเรียนที่เหมาะสม ไม่ได้รับประกันคุณภาพการจัดการเรียนการสอนจริง ดังนั้น ต้องออกแบบ School Network และ Teacher Sharing ซึ่งจะสะท้อนผลลัพธ์การใช้ทรัพยากรอย่างแท้จริง
ส่วนที่ 3 การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียนในสังคม AI ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจบนพื้นฐานทักษะ การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้จึงต้องเชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียน การแนะแนวด้วย AI และระบบ Pathway ที่สอดคล้องและยืดหยุ่น จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจจากข้อมูลโดยมี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนเท่านั้น
...
อีกทั้งการมีกลไกสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลจริง การเติมทักษะที่จำเป็น การเรียนรู้ประสบการณ์ทำงาน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะช่วยลดการหลุดจากระบบผู้เรียน เพิ่มโอกาสการมีงานทำ ดังนั้น Skill Bridge Platform จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการศึกษาไทย ที่เปลี่ยนจากการผลิตผู้จบการศึกษาไปสู่การพัฒนากำลังคนที่มีสมรรถนะและพร้อมทำงาน เชื่อมการเรียนรู้กับการมีงานทำอย่างไร้รอยต่อ
ส่วนที่ 4 การจัดวางใหม่ของกรอบสาระการเรียนรู้ที่จำเป็นของผู้เรียน การเตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่อนาคต ไม่ใช่การเพิ่มวิชาเรียนใหม่ ซึ่งจะสร้างภาระให้แก่ทั้งครูและนักเรียน แต่คือการจัดวางสาระการเรียนรู้เดิมใหม่ (Repositioning) ให้ผสานเข้ากับข้อมูลจริง ปัญหาจริง และโลกแห่งการทำงานจริง โดยจำแนกออกเป็น 4 โดเมนสำคัญ
1. การอ่านและการใช้ข้อมูล (Reading and Information Learning) มุ่งพัฒนาทักษะการอ่าน การทำความเข้าใจ การตรวจสอบความถูกต้อง และการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจในชีวิตจริงได้อย่างมีวิจารณญาณ แก้ไขวิกฤตทักษะพื้นฐานของประเทศ
2. STEM และนวัตกรรม (STEM and Innovation Learning) บูรณาการองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างกรอบคิดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีมูลค่า
3. ภาษาและการสื่อสารระดับโลก (Language and Global Communication Learning) ยกระดับความสามารถด้านภาษาเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล และการเชื่อมโยงเข้ากับโลกแห่งการทำงานยุคไร้พรมแดน
4. สังคม อารมณ์ และจริยธรรม (Social, Emotional and Ethical Learning) มุ่งเน้นการดึงศักยภาพความเป็นมนุษย์ จริยธรรม และความรับผิดชอบ มาเป็นเข็มทิศในการกำกับการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์
...
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากนั้น ที่ประชุมร่วมรับฟังการเสวนา เรื่อง เส้นทางผู้เรียนสู่โลกของงานในอนาคต (Learner Pathways to the Future World of Work) โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการศึกษาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ ดร.เกศรา อมรวุฒิวร ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO STEM-ED, Mr. Koji Miyamoto นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก World Bank, Mr. Danny Whitehead ผู้อำนวยการ British Council Thailand และ ดร.นิภาพร กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์กรและแผนงาน วชิราวุธวิทยาลัย ร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการ
สำหรับภาพรวมของทิศทางการศึกษาในปัจจุบันนั้น พบว่า มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบในโลกการทำงานต่อการเรียนรู้และตัวผู้เรียน 3 ประเด็น ดังนี้
1. งานซ้ำๆ แบบเดิมกำลังจะหายไป งานประจำที่มีกฎเกณฑ์ตายตัวและเกิดการทำซ้ำๆ จะถูกแทนที่ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การเรียนรู้แบบเน้นการจำหรือทำตามคำสั่งแบบเดิมจึงไม่เพียงพออีกต่อไป
2. คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความคิดและปฏิสัมพันธ์ งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์เชิงลึก หรือการมีปฏิสัมพันธ์ยังคงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงและ AI ไม่สามารถทดแทนได้
3. การเกิดขึ้นของอาชีพใหม่และการทำงานร่วมกับ AI จะเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเกิดอาชีพใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน โลกแห่งการทำงานต่อจากนี้จึงเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนไป ผู้เรียนจึงต้องปรับตัวผ่านการเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะใหม่ๆ จากความรู้ที่มีอยู่เดิมสู่ความสามารถในการรับมือสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเพื่อให้เกิดการดำรงวิชาชีพและพัฒนาตัวเองอย่างมั่นคง.
...