แม่บุญธรรม เล่านาทีบีบหัวใจ นาฬิกาสมาร์ตวอตช์ลูกสาวเด้งเตือนรัวๆ หลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ เพราะยังติดต่อไม่ได้ ขณะที่สตอรี่สุดท้ายถ่ายอยู่บนรถเมล์ แต่ขอให้ไม่ใช่เรื่องจริง หวังให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
จากกรณีอุบัติเหตุ ขบวนรถไฟชนรถเมล์ เหตุเกิดใกล้เคียงสถานีรถไฟแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน เมื่อช่วงเวลาประมาณ 15.30 น. วานนี้ (16 พ.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 8 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ นางวิภาดา จันทำ อายุ 59 ปี แม่บุญธรรมของผู้สูญหาย กำลังตามหาลูกสาว ชื่อ “น้องโรส” อายุ 25 ปี ทำงานกราฟิก บริษัทแห่งหนึ่ง และมีอาชีพเสริมเป็นดีเจเปิดเพลงตามผับ ย่านบางนา ตอนนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้ นางวิภาดากล่าวทั้งน้ำตา ว่า “ตนกำลังตามหาลูกบุญธรรม ตนมีลูกชาย 2 คน เมื่อวานนี้หลังเกิดเหตุ ปรากฏว่านาฬิกาสมาร์ตวอตช์ (Apple Watch) ของลูกสาวมันเด้งขึ้นมาเตือนตลอด ตอนนั้นตนยังอยู่บ้านที่ จ.อุบลราชธานี แต่เสียงมันดังและเด้งมาตลอด ตนพยายามติดต่อหาน้อง แต่ติดต่อไม่ได้”
ตนยอมรับว่า ตอนนั้นใจคอไม่ดีแล้ว แต่พยายามโทรหาน้องเป็นสิบๆ สายกระทั่งมีกู้ภัยรับสาย ปลายสายเขาถามเราว่า “เป็นอะไรกับเจ้าของโทรศัพท์” เราบอกว่า “เป็นแม่” กู้ภัยบอกว่า “น้องได้รับอุบัติเหตุ” ตนพยายามถามต่อว่า “อุบัติเหตุอะไร” เพราะปกติน้องออกไปทำงาน เราจะถามน้องตลอดว่าไปยังไง น้องจะบอกว่าขึ้นรถไฟฟ้าบ้างหรือนั่งรถมอเตอร์ไซค์บ้าง แต่เมื่อวานนี้ตอนเกิดเหตุ ไม่รู้ว่าน้องนั่งรถเมล์หรือไม่ แต่จากที่ดูสตอรี่ของน้อง เห็นน้องเขานั่งรถเมล์ แล้วเอากระเป๋าวางไว้บนตัก แต่โทรศัพท์น้องเราก็ไม่รู้ว่าน้องถือหรือเอาไว้ตรงไหน เพราะท้ายที่สุดติดต่อได้ แต่เป็นกู้ภัยเป็นคนรับ
“เหตุการณ์นี้บีบหัวใจคนเป็นแม่มาก พอเกิดอุบัติเหตุแบบนี้ มันทำอะไรไม่ถูก นั่งไม่ติด ได้แต่รีบเสิร์ชหาข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ส่งร่างกันไปที่โรงพยาบาลไหน กระทั่งตัดสินใจบินมาจากอุบลฯ เพื่อมากรุงเทพฯ ก่อนมาที่นี่ ยอมรับในใจก็ยังมีหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ลูกอาจจะตกหล่นตามโรงพยาบาล ขออย่าให้มีเหตุร้ายตามที่เราคิด แม้ในใจจะไม่ดี เพราะกู้ภัยบอกว่า 3 ศพสุดท้าย มันมีร่างคนตัวเล็กๆ ผอมๆ อยู่ มันเหมือนกับร่างของลูกสาว และตอนนี้ยังติดต่อไม่ได้ ต้องรอ”
นางวิภาดากล่าวอีกว่า “ตนรักลูกคนนี้มาก ไม่รักได้ยังไง เราเลี้ยงมากับมือ และพ่อน้องเพิ่งเสียไปได้ 3 ปี ตอนนี้ตนต้องมาเสียน้องไปอีก ขอให้ไม่ใช่เรื่องจริง ขอให้มีปาฏิหาริย์ อย่าให้มันเป็นแบบนี้” พร้อมยกมือไหว้ ขอพระคุณเจ้าคุ้มครอง
“น้องมีความฝันว่าอยากเก็บเงินให้ได้เยอะๆ และน้องจะกลับไปอยู่บ้าน เลี้ยงเรา นี่คือความฝันของน้อง เพราะน้องเพิ่งกลับบ้านไปเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา และน้องก็กลับมาวันที่ 16 เม.ย. ช่วงสงกรานต์ ตนยังคุยกันว่าอยากให้น้องไปทำงานรับราชการ อยากให้เดินตามรอยพ่อบุญธรรม แต่น้องยังไม่อยากไป เขาอยากเก็บเงินให้ได้เยอะๆ เพราะกำลังสนุกและกำลังเก็บเงินอยู่”
นางวิภาดา ยอมรับว่า น้องมาทำงานที่กรุงเทพฯ ห่วงเรื่องการเดินทางตลอด แต่พอน้องเรียนจบที่ ม.เกษตรฯ ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 น้องก็ไปฝึกงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง พอฝึกจบ โชคดีที่เขารับน้องเข้าทำงานเลย เพราะน้องมีความสามารถ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะน้องเป็นคนที่ระวังตัวมาก
...
“เหตุการณ์นี้มันโหดร้ายมาก ดูคลิปแล้วทำอะไรไม่ถูก มันสั่นไปหมด ขอภาวนาอย่าให้น้องอยู่ในรถเมล์คันนี้ หรือตามที่น้องลงสตอรี่เลย ความประมาทมันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หากดูจากภาพแล้ว ยังไงมันก็เป็นเพราะความประมาท แยกจุดเกิดเหตุ เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นบ่อย ทุกอย่างไม่มีความระมัดระวังกันเลย อยากให้เคสนี้เป็นเคสสุดท้าย และอย่าให้มันเกิดเหตุโศกนาฏกรรมนี้ขึ้นอีกเลย ฝากรัฐบาลด้วย”