“เท่าพิภพ” ชี้รัฐ รีดเลือดกับปู หลังมีประกาศกรมสรรพสามิต ขึ้นภาษีขายปลีกประเภทสุรา รับ "ธุรกิจคราฟท์เบียร์" อาจอยู่ไม่ไหว แจกแจงต้นทุน ทำไมราคาสูง แนะปรับปรุงระบบภาษีสุราใหม่

จากราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลราคาขายปลีกสินค้า การพิจารณาราคาฐานนิยม และสถานที่ขายสินค้า ประเภทสุรา ยาสูบ เครื่องดื่ม น้ำหอม ให้เป็นไปตามราคาที่แจ้ง เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาราคาขายปลีกแนะนำของผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้นำเข้า และเพื่อให้การพิจารณาราคาฐานนิยมของสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความใน ข้อ 5 ของกฎกระทรวงการพิจารณาและประกาศกำหนดราคาขายปลีกแนะนำ พ.ศ. 2560 อธิบดีกรมสรรพสามิต จึงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลราคาขายปลีกสินค้า การพิจารณาราคาฐานนิยม และสถานที่ขายสินค้าไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสำรวจ การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลราคาของสินค้า การพิจารณาราคาฐานนิยม และสถานที่ขายสินค้า ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ข้อ 2 ในประกาศนี้ "ราคาขายปลีก" หมายถึง ราคาต่อหน่วยของสินค้าที่ร้านค้าปลีกได้ขายให้แก่ผู้บริโภคทั่วไป ในตลาดปกติ และให้หมายความรวมถึง ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้าในกรณีสินค้าที่ไม่มีการขายต่อหน่วย เนื่องจากผู้ประกอบอุตสาหกรรม ผู้นำเข้า หรือผู้ได้รับความยินยอมจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือ ผู้นำเข้านำสินค้ามาบรรจุหีบห่อหรือดำเนินการด้วยวิธีการอื่นใด เพื่อขายสินค้าครั้งละหลายหน่วยให้แก่ ผู้บริโภคทั่วไปในตลาดปกติ

"ระบบสำรวจราคาขายปลีกสินค้าสรรพสามิต" (Excise Price Survey) หมายถึง ระบบ อิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพสามิตสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลราคาขายปลีกสินค้า โดยการเชื่อมโยง ข้อมูลราคาขายปลีกสินค้ากับระบบมาตรฐานราคาภาษีสรรพสามิต

...

"ระบบมาตรฐานราคาภาษีสรรพสามิต" หมายถึง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพสามิต สำหรับการแจ้งราคาขายปลีกแนะนำ  และการวิเคราะห์ข้อมูลราคาสินค้า เพื่อพิจารณาและตรวจสอบ ราคาขายปลีก

"ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง" หมายถึง ร้านค้าปลีกที่เน้นขายสินค้าเฉพาะอย่าง ในประเภทใด ประเภทหนึ่งเป็นพิเศษ

ข้อ 3 การสำรวจ การเก็บรวบรวม และการตรวจสอบข้อมูลราคาขายปลีกสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ และสถานที่ขายสินค้า ดังนี้      

3.1 ให้สำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลจากสถานที่ขายสินค้าที่เป็นร้านค้าปลีก ดังนี้          

(1) ร้านค้าปลีกประเภท ก ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง ยกเว้นร้านค้าปลีกประเภท ง ร้านขายของชำ หรือของทั่วไปขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ กรณีร้านค้าปลีกที่มีลักษณะ เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า หรือตั้งอยู่ในไฮเปอร์มาร์เก็ต ให้ถือเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต

(2) ร้านค้าปลีกประเภท ข ได้แก่ ร้านขายของชำหรือของทั่วไปขนาดเล็ก ที่ผู้ประกอบการไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม          

(3) ร้านค้าปลีกประเภท ค ได้แก่ ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม สถานบริการ หรือสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการไม่ว่าผู้ประกอบการจะจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่          

(4) ร้านค้าปลีกประเภท ง ได้แก่ ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่างชนิดร้านจำหน่าย รถยนต์ ร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ร้านจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไม่ว่าผู้ประกอบการ จะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่          

(5) ร้านค้าปลีกประเภท จ ได้แก่ ร้านจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าผู้ประกอบการจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่      

3.2 การสำรวจและการเก็บรวบรวมข้อมูลราคาขายปลีกสินค้า ให้ดำเนินการต่าง ๆ ผ่านบุคคลตามกรอบระยะเวลา ดังต่อไปนี้         

(1) เจ้าพนักงานสรรพสามิตสังกัดสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ และหน่วยงาน ของกรมสรรพสามิตที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลมาตรฐานราคา โดยให้สำรวจและเก็บรวบรวมตามกรอบ ระยะเวลาที่กรมสรรพสามิตกำหนด         

(2) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าที่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้เก็บรวบรวม ข้อมูลราคาสินค้าสรรพสามิตตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด โดยให้สำรวจและเก็บรวบรวมตามกรอบระยะเวลา ที่กรมสรรพสามิตกำหนด         

(3) ผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราหรือยาสูบ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ ตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง การแจ้งราคาขายปลีกสำหรับสินค้าสุราและยาสูบ ของผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราและยาสูบ 

3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูลราคาขายปลีกสินค้าดังต่อไปนี้ ให้เก็บรวบรวมผ่านระบบ สำรวจราคาขายปลีกสินค้าสรรพสามิต

(1) ข้อมูลราคาขายปลีกที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราหรือยาสูบ ซึ่งเป็น ผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้แจ้งไว้ตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง การแจ้งราคาขายปลีก สำหรับสินค้าสุราและยาสูบ ของผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราและยาสูบ

(2) ข้อมูลราคาขายปลีกที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าที่ได้ลงทะเบียน เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลราคาสินค้าสรรพสามิตตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด          

...

(3) ข้อมูลราคาขายปลีกที่เจ้าพนักงานสรรพสามิตเป็นผู้เก็บรวบรวม

ข้อ 4 การตรวจสอบข้อมูลราคาขายปลีกสินค้า ให้เป็นไปตามวิธีการ ดังนี้        

(1) ในกรณีที่ระบบมาตรฐานราคาภาษีสรรพสามิตตรวจสอบ พบว่า ข้อมูลราคาขายปลีกสินค้าที่เกิดจากการสำรวจและเก็บรวบรวมรายการใดคลาดเคลื่อนไปจากราคาขายปลีกจริง ให้เจ้าพนักงาน สรรพสามิตที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของราคาขายปลีก ณ ร้านค้าปลีกแห่งนั้น

(2) ในกรณีที่เจ้าพนักงานสรรพสามิตตรวจสอบตาม (1) แล้ว พบว่า ราคาขายปลีกที่แจ้งไว้ คลาดเคลื่อนไปจากราคาขายปลีกจริง ให้เจ้าพนักงานสรรพสามิตที่เกี่ยวข้องแก้ไขข้อมูลราคาขายปลีกให้ถูกต้อง หรือแจ้งให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรม ผู้นำเข้า หรือผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราหรือยาสูบ แล้วแต่กรณี แก้ไขข้อมูลราคาขายปลีกให้ถูกต้อง พร้อมทั้งบันทึกผลการตรวจสอบในระบบมาตรฐาน ราคาภาษีสรรพสามิต

ข้อ 5 การพิจารณาราคาฐานนิยม ให้พิจารณาราคาขายปลีกไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บรวบรวม และตรวจสอบแล้วของสินค้าแต่ละรายการที่พบมากที่สุดเป็นราคาฐานนิยมของร้านค้าปลีกชนิดนั้น 

การพิจารณาว่าราคาขายปลีกแนะนำที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าได้แจ้งไว้ สอดคล้องกับ ความเป็นจริงหรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้         

(1) กรณีสินค้าสุรา ยาสูบ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่มผงหรือเครื่องดื่มเข้มข้น น้ำหอมหรือหัวน้ำหอม แบตเตอรี่ รายการใดมีขายในร้านค้าปลีกประเภท ก ที่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อไม่ว่าจะมีการขายในร้านค้าปลีกชนิดอื่นหรือไม่ หากราคาขายปลีกแนะนำที่ผู้ประกอบ อุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าได้แจ้งไว้ ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของราคาฐานนิยมของร้านค้าปลีกประเภท ก ที่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ แล้วแต่ราคาฐานนิยมใดจะต่ำกว่า ให้ถือว่าเป็นราคาขายปลีก แนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

...

(2) กรณีสินค้าสุรา ยาสูบ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่มผงหรือเครื่องดื่มเข้มข้น รายการใดไม่มีขายในร้านค้าปลีกประเภท ก ที่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ หากราคาขายปลีก แนะนำที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าได้แจ้งไว้ ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของราคาฐานนิยมของ ร้านค้าปลีกประเภท ก ที่เป็นร้านค้าปลีกเฉพาะอย่างที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้านขายของชำหรือของทั่วไปขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้านค้าปลีกประเภท ข ร้านค้าปลีกประเภท ค  ตามลำดับ ให้ถือว่าเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง       

(3) กรณีสินค้าน้ำหอมหรือหัวน้ำหอมรายการใด ไม่มีขายในร้านค้าปลีกประเภท ก ที่เป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ หากราคาขายปลีกแนะนำที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้า ได้แจ้งไว้ ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของราคาฐานนิยมของร้านค้าปลีกประเภท ก  ที่เป็นห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่างที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้านขายของชำหรือ ของทั่วไปขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้านค้าปลีกประเภท ข ตามลำดับ ให้ถือว่าเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง       

(4) กรณีสินค้าแบตเตอรี่ หรือแบตเตอรี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รายการใด ไม่มีขาย ในร้านค้าปลีกประเภท ก ที่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ หากราคาขายปลีกแนะนำ ที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าได้แจ้งไว้ ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของราคาฐานนิยมของร้านค้าปลีก ประเภท ก  ที่เป็นห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่างที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้านขายของชำหรือของทั่วไปขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้านค้าปลีกประเภท ง ที่เป็นร้านค้าปลีกเฉพาะอย่างชนิดร้านจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ไม่ว่าผู้ประกอบการจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เฉพาะสินค้าแบตเตอรี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ร้านค้าปลีกประเภท ข ตามลำดับ ให้ถือว่าเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง       

...

(5) กรณีสินค้า รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หากราคาขายปลีกแนะนำที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรม หรือผู้นำเข้าได้แจ้งไว้ ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของราคาฐานนิยมของร้านค้าปลีกประเภท ง ที่เป็นร้านค้าปลีก เฉพาะอย่างชนิดร้านจำหน่ายรถยนต์ ร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไม่ว่าผู้ประกอบการจะจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ให้ถือว่าเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ข้อ 6 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันออกประกาศเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569 ลงนามโดย พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต


ล่าสุด นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร - Taopiphop Limjittrakorn” แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าว โดยระบุว่า รีดเลือดกับปู เกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐบาลมีรายจ่ายสูงแต่หาเงินไม่เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการ ขึ้นภาษี ครับ

ทุกท่านที่เคยได้ยินเรื่อง Craftbeer อาจจะเคยไปลองหากินดูตามร้านค้าร้านอาหารต่างๆ อยากอุดหนุนคนไทยผู้ผลิตรายเล็กรายย่อยกัน แต่ก็คงพบว่าราคาของเบียร์เหล่านี้มันแพงกว่าเบียร์ตลาดมากกว่า 2-3 เท่าเลยทีเดียว

ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าส่วนหนึ่งเพราะว่าต้นทุนการผลิตของรายย่อยที่ไม่สามารถผลิตให้ได้ในปริมาณมากๆ เหมือนกับรายใหญ่ (Economies of Scale) และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากภาษีที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องจ่าย โดยทั่วไปก็ตกอยู่ประมาณกระป๋องละ 30 บาทแล้วครับ ซึ่งก็จะแบ่งเป็นภาษีหลายอย่าง ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อท้องถิ่น และภาษีสมทบกองทุนต่างๆ ยังไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT อีก 7% ซึ่งจะคิดจากราคาขายสุทธิซึ่งก็แน่นอนว่าต้องรวมต้นทุนทางภาษีที่พูดมาก่อนหน้านี้บวกเข้าไปก่อนทำการคิด VAT อยู่แล้ว

ทั้งหมดนี้เป็นภาระให้ผู้ประกอบการ และทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าในกลุ่ม Craftbeer เมื่อเทียบกับสินค้าของเจ้าตลาดผู้ประกอบการรายย่อยหลายรายจึงทยอยล้มหายตายจากไป

สำหรับโครงสร้างของภาษีสรรพสามิตสุราในไทยนั้น คิดจาก 2 ค่านี้ คือ 1) ตามมูลค่า ปัจจุบันเบียร์เสียที่อัตรา 22% ของราคาขายปลีกแนะนำ ยิ่งขายแพงภาษีก็แพงตาม 2) ตามปริมาณ คิดตามปริมาณแอลกอฮอล์อัตรา 430 บาท ต่อลิตรของแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ยิ่งดีกรีเยอะภาษีก็ยิ่งหนัก

Focus กันที่ราคาขายปลีกแนะนำ เพราะตรงจุดนี้จะเป็นฐานที่กรมสรรพสามิตเอามาคำนวณภาษี แต่เดิมกรมจะเอาตามที่ผู้ผลิตผู้นำเข้าแจ้ง แต่จากระเบียบใหม่ที่เพิ่งออกมากลางเดือนมีนาคมนี้ ทำให้กรมจะอิงจากราคาขายปลีกหน้าร้านเป็นหลัก (ไม่รวม VAT)

ซึ่งตนเองมองว่าตรงนี้เป็นอะไรที่ผิดฝาผิดตัวไปสักนิด คือจะเก็บภาษีจากผู้ผลิต แต่ไปอิงราคาขายของร้านที่ส่งถึงผู้บริโภค แบบนี้ถ้าเกิดโรงงานส่งให้ร้าน 100 บาท แล้วร้านเอาไปบวกเพิ่มเพื่อเป็นกำไรเป็นค่าบริหารจัดการร้าน ขายผู้บริโภค 160 ก็เท่ากับว่าโรงงานต้องโดนภาษีจากราคาขาย 160 ซึ่งเยอะกว่าที่ควรจะเป็นไปมากๆ

ทุกวันนี้ภาษีที่โรงเบียร์รายย่อยจ่ายให้กับรัฐก็ตกอยู่ประมาณ 30 บาทต่อ 1 กระป๋องแล้ว แต่จากระเบียบฉบับใหม่นี้ ภาษีที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องจ่ายอาจจะสูงถึง 50 บาทต่อกระป๋องเลยทีเดียว ซึ่งตัวเลขนี้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่ไม่ได้แน่ๆ จากเดิมที่ก็อยู่กันในภาวะอยู่ทน อยู่แล้ว

ผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะต้องมาคิดปรับปรุงระบบภาษีสุราใหม่ เพราะอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีอัตราภาษีพิเศษสำหรับผู้ผลิตรายย่อย (Craft Brewers) ซึ่งเสียอยู่ที่ 3.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับ 60,000 บาร์เรลแรก ซึ่งถือว่าเป็นอัตราภาษีที่น้อยกว่าที่โรงใหญ่จ่ายอยู่ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว และเขาก็ไม่ได้มีการเก็บภาษีตามมูลค่าด้วย เขาคิดตามปริมาณแอลกอฮอล์อย่างเดียว ซึ่งแฟร์กับทุกฝ่ายมากกว่า

พร้อมทั้งอยากวิงวอน เพราะอุตส่าห์ผลักดันแก้กฎหมายมาจนผลิตกันได้แทบจะถ้วนหน้าแล้ว แต่ถ้าธุรกิจรายย่อยจะต้องอยู่กันไม่ได้เพราะเหตุผลทางภาษีแบบนี้ ก็เศร้าใจ เหมือนที่ทำมาทั้งหมดมันสูญเปล่าเลยทีเดียว