สมาคมผู้ค้าปลีกไทยผนึกกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าโครงการ "ไทยช่วยไทย" ขายสินค้าราคาประหยัดช่วยลดค่าครองชีพประชาชนจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมเสนอมาตรการ 3 ระยะ อย่างเป็นระบบ 

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประกาศความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ "ไทยช่วยไทย" เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยระดมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นโดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่ายกว่า 5,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาประหยัดผ่านช่องทางค้าปลีกทั่วประเทศ พร้อมเสนอมาตรการขับเคลื่อน 3 ระยะ เพื่อดูแลค่าครองชีพอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับเสนอขยายช่องทางร้านค้ารองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยโครงการนี้ จะเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. - พ.ค. ครอบคลุมระยะเวลา 2 เดือน มุ่งเน้นการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาประหยัดทั่วประเทศ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในด้านปริมาณสินค้า โดยยืนยันว่า มีการบริหารจัดการสต็อกอย่างเพียงพอและบริหารความเสี่ยงของการปรับขึ้นราคาได้ในระยะสั้น โดยอาศัยความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานใน ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์

...

ด้าน นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานที่มีผลต่อราคาสินค้า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนมาตรการระยะสั้น กลางและยาว โดยในระยะเร่งด่วนสมาคมฯ พร้อมสนับสนุนโครงการ "ไทยช่วยไทย" อย่างเต็มที่ ผ่านการนำสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand))ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่ายมาจัดจำหน่ายในราคาประหยัด เพื่อเพิ่มตัวเลือกและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน อีกทั้งเสนอให้ขยายช่องทางร้านค้าที่รองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปยังโมเดิร์นเทรด เพื่อให้เกิดความสะดวกและรองรับความต้องการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ เล็งเห็นว่า การดูแลค่าครองชีพจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องจึงขอเสนอมาตรการ 3 ระยะ ดังนี้ 1. ระยะสั้น - ประคองราคา (ช่วง 60 วันแรก) เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ–เอกชน ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ส่งปลีกไทย ผู้ผลิตผู้จัดจำหน่าย โดยกำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานต้นทุนขนส่ง และความเสี่ยงด้านอุปทานสินค้า เพื่อให้สามารถวางแผนบริหารสต๊อก ดูแลราคาสินค้าได้อย่างทันท่วงที กำหนด ตะกร้าสินค้าจำเป็นราคาประหยัด (สินค้าธงฟ้า) มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิต ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีกทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม 

2. ระยะกลาง - ลดต้นทุน (ช่วง 60 วัน – 12 เดือน) กำหนดการจัดกลุ่มสินค้าเป้าหมายอย่างชัดเจน แบ่งเป็น สินค้าจำเป็นสูง สินค้าจำเป็นที่มีสินค้าทดแทนได้ แยกออกจากสินค้าทั่วไป เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการดูแลความเหมาะสมของราคาและความพร้อมของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการและตรงตามกลุ่มเป้าหมาย เสนอให้มีมาตรการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาคและต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง

3. ระยะยาว – ปรับโครงสร้าง (ช่วง 1-3 ปี) เสนอให้ยกระดับโครงสร้างระบบค้าปลีกและโลจิสติกส์ของประเทศ โดยพัฒนาเครือข่ายกระจายสินค้าในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสต็อกและการขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีในทุกพื้นที่ ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในระบบขนส่งเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว ลดความเสี่ยงจากความ ผันผวนของราคาพลังงาน

นายณัฐ กล่าวต่อว่า สมาคมฯ ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐและทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมดูแลค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบการค้าและเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน