สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยเดินหน้าเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมสีเขียวจากต่างประเทศ เข้าสู่ภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นายชนะ ภูมี นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) กล่าวว่า ได้นำคณะผู้บริหาร TCMA หารือกับคณะผู้แทนระดับสูงรัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดา นำโดย ฯพณฯ เคน เช้เวลเดย์ออฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา ศาสตราจารย์เจฟฟ์ เคเชน อธิการบดีและและรองนายกสภามหาวิทยาลัยรีไจนา โดยทั้ง 2 ฝ่าย มีความยินดีต่อพัฒนาการของความร่วมมือก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือน ก.ย.2568 นับป็นก้าวสำคัญความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตรระดับนานาชาติ มุ่งยกระดับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การดำเนินงานในพื้นที่จริง ซึ่งตามโรดแมปของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์กว่า 45% ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่สามารถลดได้ด้วยมาตรการทั่วไปเพียงอย่างเดียวจึงต้องอาศัยเทคโนโลยี CCUS เข้ามาเป็นเป็นคำตอบสำคัญ

ทั้งนี้ ความร่วมมือระยะนี้ จะเริ่มจากการพัฒนาและทดสอบ Carbon Capture เพื่อเสริมความพร้อมด้านเทคนิคของอุตสาหกรรม ก่อนต่อยอดสู่ CCU (Carbon Capture and Utilization) เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนที่ดักจับได้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาเป็นวัตถุดิบ หรือ ผลิตภัณฑ์ใหม่และในบางส่วนสามารถพัฒนาไปสู่ CCS (Carbon Capture and Storage) เพื่อการกักเก็บอย่างปลอดภัยในระยะยาว ครอบคลุมทั้งมิติเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ หมุดหมายสำคัญ คือ การนำร่องติดตั้ง Mobile Carbon Capture Unit ในโรงงานปูนซีเมนต์ของสมาชิก TCMA ในพื้นที่สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ภายในกลางปี 2569 โดยได้รับความร่วมมือจาก Environment and Climate Change Canada (ECCC), UNIDO, GCCA, TCMA, รัฐซัสแคตเชวัน และมหาวิทยาลัยรีไจนาผ่านสถาบัน Clean Energy Technologies Research Institute (CETRI) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี CCUS มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

...

นายชนะ กล่าวต่อว่า จ.สระบุรี ในฐานะศูนย์กลางการผลิตปูนซีเมนต์ของประเทศได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ ผ่านแนวทางการดำเนินงานเชิงพื้นที่ (Area-based Implementation) ที่บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ที่ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา (be part of the solution) ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง 

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ TCMA ในฐานะแกนกลางของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากแคนาดา สู่การประยุกต์ใช้จริงในประเทศไทย ผ่านความร่วมมือเชิงปฏิบัติ (action-oriented partnership) ระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม โดยมีเครือข่ายระดับโลก อาทิ ECCC, GCCA, UNIDO, รัฐซัสแคตเชวัน และมหาวิทยาลัยรีไจนา ร่วมสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยีและกลไกการขยายผลอย่างเข้มแข็ง ความร่วมมือนี้ จึงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยวางรากฐานเชิงระบบให้อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างมั่นใจและเป็นรูปธรรม พร้อมเสริมสร้างบทบาทของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยในฐานะพลังบวกและส่วนหนึ่งของคำตอบในการร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

นายเคน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนพลังของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยและแคนาดา โดยเฉพาะรัฐซัสแคตเชวัน ที่ได้ผสานบทบาทของภาครัฐ ภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีความยินดีที่จะได้เห็นการติดตั้งหน่วยดักจับคาร์บอนเคลื่อนที่ในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ จากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริงและเป็นรากฐานในการต่อยอดความร่วมมือด้านอื่นๆ อีกต่อไป

ศาสตราจารย์เจฟฟ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยรีไจนาภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในความร่วมมือด้านนวัตกรรมครั้งนี้ ซึ่งมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้าน CCUS ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านสถาบันวิจัย Clean Energy Technologies Research Institute (CETRI) ที่ผสานความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือกับ TCMA ไม่เพียงครอบคลุมงานวิจัยและโครงการนำร่อง หากยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเสริมสร้างศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน