“รองโจ๊ก” ตั้งเกมรับให้ “ทนายอนันต์ชัย” ดูแลคดีทั้งระบบ หลังโดนบุกค้นบ้านลูกน้องใกล้ชิดโดนจับพันเว็บพนัน “มินนี่” เผยยื่นคำร้องศาลอาญากรุงเทพใต้ให้ไต่สวนชุดบุกค้นเรื่องละเมิดอำนาจศาลกรณีการขอหมายจับและร่วมกันปกปิดข้อเท็จจริงไม่ให้ศาลทราบ ลั่นระบายทั้งเรื่องบ้านเรื่องเงินทำงานใช้เงินส่วนตัวปีหนึ่ง 20 ล้านบาท เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ส่วนกรณีให้เงินนักข่าวบางรายเป็นลักษณะสินน้ำใจเขาไม่ได้มาขอ ถามผิดตรงไหน ขณะที่ “ทนายอนันต์ชัย” เชื่อโดนกลั่นแกล้งแน่ ขู่ฟ้องกลับใครที่ออกมาให้สัมภาษณ์และหมิ่นประมาท ด้าน ผบช.ไตรรงค์ หัวหน้าชุดพีซีที 4 ถกชุดทำงานขยายผลต่อ ไม่กลัวฟ้องกลับเพราะทำทุกอย่างถูกต้อง “ผบ.เด่น” สั่งเด้ง 8 ลูกน้องโจ๊ก เข้ากรุ ศปก.ตร.

จากเรื่องอื้อฉาวสะเทือนวงการสีกากี เมื่อพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.กมค.นำตำรวจชุดพีซีที4 ประสานหน่วยคอมมานโด บก.ปพ. ตำรวจไซเบอร์ เข้าจับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ “มินนี่” บุกค้น 30 จุดเพื่อจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับเมื่อเช้าวันที่ 25 ก.ย.66 มีตำรวจระดับ พล.ต.ต.-พ.ต.ต. รวมอยู่ด้วย 8 นาย ทั้งหมดเป็นนายตำรวจมือทำงาน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. หรือรองโจ๊ก ขณะเข้าตรวจค้นจับกุมที่บ้านหลังหนึ่งในซอยวิภาวดีรังสิต 60 พบว่าเป็นที่พัก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และออกมาเป็นผู้นำตรวจค้นท่ามกลางความไม่พอใจ ระบุเป็นเรื่องดิสเครดิตและการเมืองในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลายเป็นเรื่องที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจตามที่เสนอข่าวไปนั้น

...

“บิ๊กโจ๊ก” ตั้ง “อนันต์ชัย” เป็นทนาย

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 10.18 น. วันที่ 27 ก.ย. ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต หลังมีกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.จะเปิดตัวทีมทนายความ มีผู้สื่อข่าวมารอติดตามความเคลื่อนไหวที่สโมสรตำรวจจำนวนมาก กระทั่งนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เจ้าของฉายา “ทนายกระดูกเหล็ก” มาปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนรับเป็นทนายให้กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร.และเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 8 นายที่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวพันกับเว็บพนันออนไลน์

ลั่นตั้งทีมดูแลคดีทั้งระบบ

นายอนันต์ชัยกล่าวว่า เมื่อวานช่วงค่ำ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้มาพูดคุยเพื่อปรึกษาด้านกฎหมาย พิจารณาดูแล้วว่าเหตุการณ์เช่นนี้มันเคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็น ผบ.ตร. เมื่อพิจารณารายละเอียดของคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์รู้สึกไม่หนักใจ จะตั้งทีมทนายขึ้นมาดูแลทั้งระบบและการให้สัมภาษณ์ใดๆ ขอให้ผ่านทีมทนายความเพราะต้องรักษาภาพลักษณ์ท่านไว้ก่อน จะทำสิ่งที่เป็นคว่ำอยู่หงายขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ขู่ใครหมิ่นเจอฟ้องกลับ

นายอนันต์ชัยกล่าวว่า คดีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือใครที่มารังแกท่าน และส่วนที่ 2 คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านที่ถูกออกหมายจับ 8 นาย หากผู้ใต้บังคับบัญชาผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่ได้มาปกป้องคนผิด แต่ถ้าเขาถูกต้องว่าไปตามถูก โดยจะรับผิดชอบคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับลูกน้องทั้ง 8 นายทั้งหมด พิจารณาฟ้องกลับ ใครออกมาให้สัมภาษณ์ ใครที่หมิ่นประมาท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะตามไล่เช็กตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอเตือนผู้ที่ออกมาเผยแพร่เอกสารทางราชการ เอาความลับทางราชการมาเปิดเผย ต้องระมัดระวังอยากจะเตือนหน่วยงานของรัฐที่เอาข้อมูลมาให้บุคคลเปิดเผยให้ระมัดระวังเพราะมันเป็นความลับทางราชการ ตนเป็นทนายมา 38 ปีทำไมจะไม่รู้เรื่องว่าอะไรเป็นความลับไม่เป็นความลับ เพียงแต่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไม่อยากจะไปตอแย

ยื่นคำร้องขอไต่สวนละเมิดศาล

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า เมื่อช่วงเช้าให้ทนายไปยื่นคำร้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนเรื่องละเมิดอำนาจศาลกรณีการขอหมายจับ เพราะการขอหมายจับตำรวจด้วยกันจะต้องไปขอที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ต้องแจ้งยศ หากแจ้งยศศาลจะไม่ออกหมายจับให้จะเปลี่ยนเป็นออกหมายเรียก แต่กรณีนี้หมกเม็ดมาออกหมายจับที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ไม่ใส่ยศและสอดไส้ผสมกับพลเรือน เป็นการหลอกศาลอาญากรุงเทพใต้ นอกจากนี้ยังมาหลอกศาลอาญา เพื่อขอหมายค้นที่บ้านตน บ้านที่ตนเช่า ตนทำงานออกหมายจับตำรวจ ต้องไปขอศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ใส่ยศทุกครั้งแต่ 80% ศาลให้ออกหมายเรียก

ร่วมกันปกปิดข้อเท็จจริง

รอง  ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ส่วนหมายจับสารวัตรนนท์ นายตำรวจติดตามตน ออกหมายจับตั้งแต่วันศุกร์แล้วมาออกหมายค้นตนวันอาทิตย์ สารวัตรนนท์ไม่ได้ค้างที่บ้านตนเพราะอยู่ที่แฟลตตำรวจพญาไท ทำไมไม่จับสารวัตรนนท์ตั้งแต่วันศุกร์-เสาร์ ทำไมต้องมาจับที่บ้านตนเพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นบ้านตนอยู่อาศัย เห็นได้ว่าเป็นการแบ่งงานกันทำเป็นตัวการร่วมกันปิดข้อเท็จจริงไม่ให้ศาลทราบ การจะขอหมายค้นบ้านตนต้องบอกศาลตรงๆว่าไปค้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถ้าจะไปจับกุมสารวัตรนนท์ ถ้าเขานอนที่นี่ตั้งแต่วันศุกร์ก็ต้องมาจับแล้วเป็น 2 ประเด็นที่ตั้งข้อสังเกต

...

แจงยิบเช่าบ้าน “เฮียแต๋ม”

รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ในประเด็นเฮียแต๋มเจ้าของบ้านรู้จักกันตั้งแต่ตอนเป็นสารวัตร ถึงไม่ใช่ญาติแต่นับถือกันเป็นญาติผู้ใหญ่ เมื่อก่อนอยู่แฟลตตำรวจวิภาวดีตั้งแต่ ร.ต.ท.จนถึงเป็น ผบก. สปพ.(191) เมื่องานเยอะขึ้นลูกน้องเยอะขึ้นเลยออกมา แต่สร้างบ้านไม่ทัน พ่อตายกที่ดินให้ 10 ไร่ที่พุทธมณฑลสาย 7 ขั้นตอนก่อสร้างเยอะ ได้แต่ถมที่ดินไว้ตั้งแต่เป็นรอง ผบก. เมื่อไม่ว่างจึงไม่ได้สร้าง ถ้าซื้อบ้านก็เสียดายเงิน เฮียแต๋มเลยแนะนำให้เช่าบ้านที่นี่ ตนขอเช่าเพื่อความสบายใจราคา 50,000 บาทต่อ 2 หลังที่ตนใช้อาศัย อีก 3 หลังเหมือนเฝ้าให้ไว้เก็บของลูกน้องมารอ แต่ไม่มีใครนอน อีกหลังว่างไว้เมื่อพ่อป่วยหนักหัวใจวาย รักษาตัวที่ รพ. เลยนำพ่อมาอยู่ที่นี่จ้างพยาบาลจาก รพ.วิชัยยุทธมาดูแล พอพ่อเสียบ้านนี้เลยว่าง สรุปแล้วอยู่แค่ 2 หลัง ถ้าบ้านสร้างเสร็จเมื่อไหร่จะย้ายไปอยู่ เพราะที่นี่มันแคบ ไม่มี พล.ต.อ.คนไหนที่เขาอยู่ทาวน์เฮาส์ ไม่ได้แปลว่าไม่มีเงิน เพียงแต่ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

จ่ายสะบัดลูกน้องยันนักข่าว

ส่วนประเด็นที่มีผู้สื่อข่าวมาเกี่ยวข้องด้วยตอบได้ชัดเจนว่า ดูแลลูกน้องเรียกว่าจ่ายสะบัด ดูแลนักข่าวที่ติดตามไปต่างจังหวัดหลายๆวัน เขาต้องยกทีมไปให้เงินเขาไปเพื่อไปกินข้าว 4-5 วัน เขาไม่ได้เรียกร้อง ไม่เคยมาขอ รวมถึงนักข่าวที่มาทำข่าวที่สโมสรตำรวจก็ไม่มีใครมาขอเงิน แต่ตนเลี้ยงอาหารกลางวัน ทั้งตำรวจ นักข่าววันละ 200 กล่อง เดือนละ 250,000 บาท ตรวจสอบได้เลยเป็นเงินถูกกฎหมาย เป็นเงินตน จะไปเบิกหลวงได้อย่างไร เมื่อมีงบจำกัด ถ้าอยากให้งานมีประสิทธิภาพต้องใช้เงิน ใครต่อใครก็มาร้องที่ตน ชุดทำงานต้องเลี้ยงข้าวเช้า เที่ยง เย็น ทำงานที่นี่หนักมากสื่อทุกคนก็เห็นว่าทำงานอย่างหนักหน่วง แทบไม่ได้เข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเปิดที่นี่ขึ้นมา

...

ผิดตรงไหนให้เป็นสินน้ำใจ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า ลักษณะให้คือการให้สินน้ำใจต่อกันยังไม่ได้พูดคุยกับนักข่าวที่มีกระแสข่าว เวลาไปต่างจังหวัดท่านขับรถมาจากขอนแก่นมาโนนสะอาด ผกก.แถลงข่าว แม้ทางช่องจะให้อยู่แล้ว แต่ ผกก. ก็ฝากค่าน้ำมันรถ 500 บาท ถามว่านักข่าวเงินเดือนเท่าไหร่ให้แค่นี้มันผิดตรงไหน ตอนเป็นสารวัตรเป็นผู้กำกับอยู่ต่างจังหวัดก็ให้ค่าน้ำมันครั้งละ 300-500 บาท แต่ไม่เคยให้ใครที่มาทำข่าวที่สโมสรตำรวจ ได้แต่เลี้ยงข้าวเป็นสินน้ำใจ

ทุบหม้อข้าวเมื่อไหร่ตายทั้ง ตร.

เมื่อถามว่า ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่ายังมีข้อมูลอีกเยอะหากมีการเปิดมีนัยอย่างไร พล.ต.อ. สุรเชษฐ์กล่าวตอบว่า ไม่อยากทุบหม้อข้าวตัวเอง อยากให้ตำรวจที่เขาไม่เกี่ยวข้องได้มีทางเดินบ้าง ถ้าทุบหม้อข้าวเมื่อไหร่ตายกันทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สงสารน้องๆ ผกก.จะอยู่กันอย่างยากลำบาก จึงไม่เปิดในรายละเอียดทั้งหมด ทำงานสืบสวนมาทั้งชีวิตถนัดเรื่องไล่เส้นทางการเงิน ทำคดียึดทรัพย์กับ ปปง.มาทั้งคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ คดีสหกรณ์พัทลุง เพิ่งยึดทรัพย์ไป 1,000 ล้านบาท

พงส.รู้แล้วไม่ใช่เงินเว็บพนัน

รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า วันนี้ลูกน้องตนทั้งหมด 6 คนที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับมินนี่ มีนายตำรวจลูกน้องตน 2 นาย ถูกเรียกไปชี้แจงเรื่องสเตตเมนต์ ก็ถามว่า “ทำไมเขาไม่ออกหมายจับมึงวะ” ทำแบบนี้คือ 2 มาตรฐาน เพราะคนอื่นเส้นเงินมันไปแตะ คุณก็ออกหมายจับแทนที่จะเรียกมาสอบสวนก่อนในฐานะพยาน ชี้แจงได้ก็จบแต่ไม่ใช่ไปแจ้งข้อกล่าวหา ไปจับกุม พนักงานสอบสวนยังถามกับนายตำรวจ 2 นายเลยว่า “นายมึงให้เงินใช้ขนาดนี้เลยเหรอวะ” ลูกน้องตนยังบอกว่า “พี่ไม่เคยมาอยู่แบบผม นายผมไม่เคยให้เงินขาดมือ พี่ไม่เคยมาเป็นลูกน้องนายผม ผมถึงทำงานได้ขนาดนี้” วันนี้ พนักงานสอบสวนรู้แล้วว่า “ชิบหายแล้วเงินตรงนี้ไม่ใช่เงินเว็บพนันนี่หว่า มันเป็นเงินส่วนตัวของ รอง ผบ.ตร.” ทำให้ไม่มีการออกหมายเพิ่ม

...

ใช้เงินส่วนตัว 20 ล. ทำงานต่อปี

รอง ผบ.ตร.กล่าวระบายต่อว่า เมื่อตนบอกว่าเป็นเงินตน ลูกน้องก็บอกเป็นเงินของตน หากเขากล่าวหาว่าเอาเงินจากเว็บพนันมาใช้ทำงาน ถ้าเงินเว็บพนันมันมี 3 ล้านบาท แล้วปีนึงผมใช้เงินทำงาน 20 ล้านบาท ทำไมมันถึงแตกต่างกัน เพราะเงิน 20 กว่าล้าน มันเป็นเงินตนที่ใช้ทำงาน อย่างกรณีกู้เรือเฟอร์ริกจมสมัยที่ตนเป็นผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ทำให้คนจีนจะไม่มาท่องเที่ยวประเทศไทยตนได้รับคำสั่งให้ไปกู้เรือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญว่าต้องไปเอาเรือเครนจากประเทศสิงคโปร์มาใช้ ต้องเช่าตนก็บอกให้เช่ามาเลย ตนยอมเป็นหนี้และจะเบิกจากรัฐบาลทำให้กู้สำเร็จ กระทั่งรัฐบาลไปแล้วตนก็ยังไม่ได้เบิกเงินคืน

ห่วง ตร.คนขอหมายจะเดือดร้อน

ต่อมาเวลา 11.55 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวอีกรอบว่า นำเอกสารข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การออกคำสั่งหรือหมายอาญา ระบุว่าการขอออกหมายค้นต้องมีรายละเอียด ระบุลักษณะสิ่งของที่ต้องการยึดตำหนิรูปพรรณของบุคคลที่ต้องการหาและสถานที่ไปค้นระบุบ้านเลขที่ ชื่อตัวและสกุล สถานะเจ้าของผู้ครอบครอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปกปิดซ่อนเร้นคือไม่ได้บอกผู้ครอบครอง เดี๋ยววันนี้จะรู้ว่าเมื่อศาลรับไต่สวนจะต้องเบิกความสู้กัน มอบหมายทนายอนันต์ชัยไปเบิกความ สิ่งเหล่านี้จะต้องปรากฏ เป็นห่วงตำรวจระดับลูกน้องจะเดือดร้อนมีชื่อไปขอหมาย ส่วนคนที่ออกข่าวโชว์ออฟ ไม่ใช่คนออกขอหมาย ทำให้พวกตำรวจลูกเล็กเด็กแดงมันจะเดือดร้อน

“ผู้การนำเกียรติ” ยังยิ้มได้

ต่อมาเวลา 11.45 น. พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนะพงษ์ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกอบรมตำรวจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล 1 ใน 8 ตำรวจที่ถูกออกหมายจับในคดีนี้ เดินทางมาที่สโมสรตำรวจหลังได้รับการประกันตัวจากศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 26 ก.ย. สื่อมวลชนพยายามสอบถามความรู้สึก พล.ต.ต.นำเกียรติตอบสั้นๆ “ไม่กังวล” พร้อมยิ้มให้กับสื่อมวลชน ก่อนเดินเข้าห้อง

ทนายโจ๊กตั้งโต๊ะขู่เช็กบิล

บ่ายวันเดียวกัน ที่สำนักงานทนายความ อนันต์ชัย ถนนโชคชัย 4 แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. และทนายความของ ตำรวจ 8 นาย ตั้งโต๊ะแถลงหลังเข้าหารือเรื่องการต่อสู้คดี โดยนายอนันต์ชัยกล่าวว่า การที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ได้รับเงินจากมินนี่แล้ว พ.ต.อ.ภาคภูมินำเงิน ดังกล่าวไปใช้ซื้อของต่างๆ ขอถามว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิจะรู้ได้ไงว่าเงินนั้นมาจากเว็บพนันแล้วพ่อค้าแม่ค้าที่รับเงินต่อจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิจะรู้ได้ไงว่าเป็นเงิน ที่ผิดกฎหมาย เรื่องนี้มันต้องดูที่เจตนา จะไปเหมารวม แบบนั้นไม่ได้ และการที่มีบุคคลท่านหนึ่งออกมาแฉ (นายอัจฉริยะ) ออกมานำข้อมูลส่วนตัวของตำรวจทั้ง 8 คน มาให้สื่อมันสมควรแล้วหรือไม่ แล้วได้เหรอที่ไป ทำแบบนั้น ผมจะตามเช็กบิลทั้งหมด เพราะตอนนี้ “โจ๊กไม่ได้หวานเจี๊ยบแล้วแต่เป็นโจ๊กอัคนีเผาให้เรียบ”

เชิญ 8 ตำรวจซักข้อเท็จจริง

ทนายรองโจ๊กกล่าวอีกว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พูดถึงการให้เงินกับนักข่าว มองว่าเป็นสินน้ำใจไม่ใช่ เป็นสินบน และหากนักข่าวคนใดถูกดำเนินคดีให้มา บอกผม ผมจะจัดการให้ ส่วนวันนี้ที่เชิญบิ๊กโจ๊กและตำรวจทั้ง 8 นาย มาเพื่อจะสอบถามข้อเท็จจริงทั้งหมด ทุกอย่างโดยละเอียด เพราะหากจะให้ผมเป็นทนายความ ทุกคนจะต้องพูดความจริงทั้งหมด เพราะถ้าตนเป็นคน ทำคดีก็ไม่ต้องกลัว ถ้าคุณผิดก็ติดคุกแต่ถ้าคุณไม่ผิด พวกมันก็ติดคุก ขอให้ทุกคนเปิดหน้าท้าชน ไม่เคยหนักใจที่ต้องรับทำคดีนี้ แต่คนที่หนักใจต้องเป็น สอท. เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการดิสเครดิต

“โจ๊ก” ยินดี “บิ๊กต่อ” ผบ.ตร.คนใหม่

ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ในเรื่องคดีความนั้น มอบหมายให้ทนายอนันต์ชัยดูแล และเป็น ผู้ให้รายละเอียดกับสื่อมวลชน ส่วนกรณี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ได้รับการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ไม่ขอออกความคิดเห็นในเรื่องนี้ ตนต้องแสดงความยินดีด้วยอยู่แล้ว ส่วนตัวก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกัน ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหากัน

“รองหนึ่ง” เผยปมสนิท “มินนี่”

พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย หรือหนึ่ง รอง ผบก.สส.ภ.4 เผยว่า รู้จักกับมินนี่ตั้งแต่ปี 63 ตอนที่ไปเป็น ผู้กำกับที่จังหวัดเลย เจอกันที่งานเลี้ยงปลายปี ก่อนจะ ย้ายไปที่ขอนแก่น 2-3 เดือน เจอกัน 2-3 ครั้ง แต่ตอนนั้นรู้จักแม่ของมินนี่ก่อน เพราะแม่มินนี่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และเป็นคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามบริหารงานตำรวจทำงานอยู่ หลังจากนั้น ก็ย้ายมาขอนแก่น จากนั้นภรรยาตนไม่สบาย แล้วไม่เคย ติดต่ออะไรกันเลย ผ่านไปถึง 2 ปี ถึงมาเจอกันอีก ต้นปี 2566 ที่งานเลี้ยงร้านอาหารบ้าง สุดท้ายแล้ว เรื่องทั้งหมดต้องให้มินนี่ออกมาพูด เพราะได้รับความ เสียหายเช่นกัน ส่วนตัวมินนี่เองชอบถ่ายรูปลงโซเชียล เตือนบ่อยๆเพราะกลัวภรรยาเห็นเช่นกัน แต่สุดท้ายก็ลงอยู่ดี ส่วนเว็บพนันนั้นยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง ส่วนบัญชีที่มีอยู่ตลอดชีวิตก็มีแค่บัญชีเดียวตั้งแต่รับราชการ

รับเป็นต้นเหตุอยากขอโทษทุกๆคน

พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวอีกว่า ล่าสุดที่คุยกับมินนี่ ช่วงที่ถูกจับตอนเดือน ก.ค. มินนี่โทร.เบอร์มาบอกว่า ถูกจับ ขอคำปรึกษาก็ให้ไปประกันตัวที่ถูกจับ หลังจากนั้น ไม่ได้คุยกันอีกเลย ยอมรับว่าตอนนี้รู้สึกเสียใจที่ทำให้ พ่อแม่เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสียหาย ทำให้ภรรยาลูก ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่แค่ฝ่ายตัวเอง ฝ่ายครอบครัวมินนี่เองก็เสียหาย รวมถึงผู้บังคับบัญชา ยืนยันอีกครั้ง ว่า ต้นเหตุทั้งหมดเกิดจากตัวเองคนอื่นๆไม่เกี่ยวข้องอยากจะขอโทษทุกๆคน

“นำเกียรติ” ย้ำความจริงคือความจริง

 ขณะที่ พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ ผบก.ศฝร.บช.น. ระบุว่า ไม่ได้วิตกกังวลหรือเครียดอะไร เพราะเรื่องจริงก็คือเรื่องจริง ความจริงก็คือความจริง ข้อเท็จจริงก็ต้องไปพิสูจน์ทราบกันต่อไปในภายภาคหน้า ทีมข่าวสอบถามว่า มองว่าเรื่องนี้ เหมือนถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ พล.ต.ต.นำเกียรติกล่าวว่า วันหน้าเราจะทราบกันเองว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทั้งการออกหมายจับตำรวจ ใช้คำนำหน้าว่า “นาย” ถ้าในระดับพลตำรวจตรีแล้วต้องรู้อยู่แก่ใจว่าตำรวจคงไม่หลบหนี และก็ไปมอบตัวเอง แต่นี่ก็ต้อง มองว่ามีเจตนาอะไรหรือไม่ ส่วนช่วงตอนจับกุมนั้น ก็เป็นไปตามภาพที่ปรากฏ แล้วแต่สื่อจะพิจารณาทุกคน เห็นภาพก็พิจารณาตัดสินใจได้ ขอไม่กล่าวถึงใคร

ผกก.แนน รับรู้จัก “มินนี่” ผ่านพี่ชาย

ในขณะที่ พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย ผกก.ตม. จันทบุรี หรือ ผกก.แนน น้องชาย พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวยอมรับว่า รู้จักกับมินนี่ผ่าน พ.ต.อ.ภาคภูมิ พี่ชายเป็นคนแนะนำให้รู้จัก เท่าที่จำได้เคยเจอกัน เพียงแค่สองครั้งเท่านั้น เป็นร้านอาหารหนึ่งครั้งและ เป็นที่สถานบันเทิงอีกหนึ่งครั้ง ทุกครั้งที่เจอกันเนื้อหา ส่วนใหญ่ที่พูดคุยก็จะเป็นเรื่องของกฎหมาย มินนี่ก็ได้ถ่ายรูปคู่กับตนแล้วส่งไปให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิดูเป็น เรื่องที่มีคนนำมาเชื่อมโยงกันว่าตนมีความสนิทสนมกับมินนี่ ส่วนใหญ่ตนและพี่ชายไม่ค่อยมีเวลาได้มา เจอกันอยู่เพราะต่างคนต่างทำงานคนละพื้นที่ ทำให้ไม่ทราบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมินนี่และพี่ชาย

พิรุธในหมายจับไม่มียศนำหน้า

พ.ต.อ.เขมรินทร์กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องหมายจับหลังจากที่เห็นหมายจับมาถึงบ้านก็ยอมรับว่าตกใจ เพราะโดนข้อหาเรื่องของการพนัน และฟอกเงินและ ยังพบข้อพิรุธในหมายจับที่ไม่ได้มียศนำหน้า ส่วนอาชีพ ระบุว่า รับจ้างเท่านั้นไม่ใช่รับราชการตำรวจ ประเด็นนี้ ได้นำเรื่องให้กับทนายความเป็นคนตรวจสอบ ส่วนเรื่องบัญชีธนาคาร ยืนยันว่าไม่ได้มีบัญชีม้าเพราะตลอดชีวิตการรับราชการมีเพียงบัญชีเดียวที่เอาไว้ใช้รับเงินเดือนโดยเปิดไว้ตั้งแต่เป็นยศร้อยตำรวจโท ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะนำบัญชีไปรับเงินที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะมันไม่คุ้มกัน

รอง ผกก.สำโรงเหนือให้ทนายพูดแทน

ขณะที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รอง ผกก.สส.สภ. สำโรงเหนือ ได้พูดสั้นๆกับผู้สื่อข่าว ถึงประเด็น เรื่องไปพัวพันกับบัญชีม้าเครือข่ายของพนันออนไลน์มินนี่ ว่า ไม่ขอพูดเรื่องดังกล่าว ขอให้ทนายอนันต์ชัย เป็นคนพูด เพราะได้บอกรายละเอียดทั้งหมดไปแล้ว ส่วนประเด็นที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ระบุว่า ได้นำเงินส่วนตัว มาให้ตนไปบริหารจัดการนั้น ขอให้รองโจ๊กและทนาย เป็นคนชี้แจงพร้อมยืนยันว่า “ตัวเองบริสุทธิ์กับเรื่องที่เกิดขึ้น” เมื่อถามว่า ตนติดการพนันหรือไม่ มีปัญหา ทางด้านการเงินหรือไม่ พ.ต.ท.คริษฐ์ตอบว่า ผมไม่เล่น การพนันทุกอย่าง มอบให้ทนายไปหมดแล้ว

“บิ๊กอรรถ” ถกชุดทำงานขยายผล

ส่วนการทำงานของชุดจับกุม เมื่อเวลา 10.45 น. วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.กมค. กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีเว็บไซต์พนันออนไลน์ ปรากฏผู้ต้องหาในคดี 8 รายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. และกรณีการเข้าตรวจค้นบ้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ว่า ในส่วนการขยายผลไปถึงกลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้งพลเรือน ตำรวจและทหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนของพนักงานสอบสวน วันนี้จะมีการประชุมหารือกันเพื่อขยายผลต่อจากกลุ่มผู้ต้องหาที่จับกุม สำหรับการเรียกเสี่ยแต๋มและภรรยา ที่เปิดเผยข้อมูลว่าเป็นเจ้าของบ้านที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เช่าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาพักอาศัย มาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน

8 ตำรวจลูกน้องโจ๊กยังปฏิเสธ

ส่วนกรณีที่ถามถึงข้อมูลชุดหนึ่งที่ระบุว่ามีบุคคลในครอบครัวของเสี่ยแต๋มอยู่ในชุดทำงานของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์เผยต่อว่า ยังไม่รู้ข้อมูลส่วนนี้แต่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะทำงานขยายผลต่อไปจนทราบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาที่เป็น 8 นายตำรวจ ยังคงให้การที่ไม่เป็นประโยชน์กับพนักงานสอบสวนและปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต่อไปที่จะต้องสืบหาข้อเท็จจริง

เรียกสื่อสอบพันเส้นเงิน บช.ม้า

กรณีการเรียกสอบกลุ่มสื่อมวลชนให้มองกลุ่มนี้เป็นในส่วนกลุ่มพลเรือน มีบางรายที่เจ้าหน้าที่เองก็มีข้อมูลว่าเป็นสื่อมวลชนหรือรู้เองในวงการว่ารายชื่อดังกล่าวเป็นสื่อมวลชน กลุ่มนี้จะเรียกสอบในฐานะที่มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าของกลุ่มผู้ต้องหาที่จับกุม ส่วนการรับเงินโดยตรงจากบัญชีอื่นๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีก็ถือว่าไม่ได้มีความผิด

ไม่หวั่น 157-มั่นใจทำถูกต้อง

ส่วนกรณีที่รอง ผบ.ตร.จัดตั้งทนายความเพื่อเตรียมฟ้องกลับชุดจับกุมว่าทำหน้าที่โดยไม่ชอบละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประการแรกต้องให้ความเป็นธรรมกับชุดสืบสวนสอบสวนและจับกุมก่อน ยืนยันว่าทุกขั้นตอนและกระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักขั้นตอนกฎหมาย แต่ตามปกติแล้วหากมีผู้ต้องหาหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องการยื่นฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหา ม.157 ก็สามารถทำได้ เป็นสิทธิ์ของบุคคลเหล่านั้น แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เองที่ปฏิบัติงานก็ต้องมั่นใจว่าทำหน้าที่อย่างถูกต้องครบถ้วนรอบคอบ

ไม่ใส่ยศเพราะป้องเกียรติองค์กร

ผบช.กมค.กล่าวย้ำว่า คดีเว็บไซต์พนันออนไลน์ไม่ได้กระทำเมื่อวานนี้ แต่กระทำต่อเนื่องมาตั้งแต่กรณีของบอสตาลและมินนี่ เชื่อได้ว่าชุดทำงานมีข้อมูลหลักฐานที่รัดกุม ส่วนการออกหมายจับ 8 นายตำรวจ ที่ในหมายไม่มีการระบุยศตำรวจแต่เป็นการใส่คำนำหน้านายแทน ในส่วนนี้ตามข้อกฎหมายไม่ได้ระบุว่าจะต้องใส่ตำแหน่งหน้าที่การงานเพียงแต่ให้ใส่ในส่วนของชื่อและรูปพรรณ สอบถามชุดจับกุมแล้วทราบว่าได้ให้การต่อศาลในขณะออกหมายจับว่าบุคคลตามหมายประกอบหน้าที่อะไรไม่ได้ปิดบัง และเป็นการอนุมัติตามพยานหลักฐานที่มีเป็นหลัก ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชุดทำงานของตนออกหมายจับตำรวจด้วยการใช้สรรพนามว่านาย แต่สำหรับการทำงานของตนมองว่า การดำเนินคดีกับบุคคลที่ประกอบอาชีพเป็นตำรวจ บางครั้งต้องยึดถึงเกียรติอาชีพหน้าที่ การที่ตัดสินใจไม่ใช้ยศตำรวจถือเป็นการป้องกันเกียรติยศศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจ

“ผบ.เด่น” เด้ง 8 ลูกน้อง “โจ๊ก”

วันเดียวกัน มีรายงานว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ลงนามในคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 543/2566 ให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการและรักษาราชการแทน ด้วยได้รับรายงานเหตุข้าราชการตำรวจถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวน โดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากเป็นกรณีที่มีข้าราชการตำรวจถูกดำเนินคดีในการกระทำความผิดอาญา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งเพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อราชการ จึงให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร.อาคาร 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ผอ.ศปก.ตร. มอบหมาย 8 นาย และให้ข้าราชการตำรวจรักษาราชการแทนในตำแหน่งต่างๆ 4 นาย รวม 12 ราย

เก็บกรุเรียบยกแผง

คำสั่งดังกล่าวระบุว่าให้ พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ ผบก.ศฝร.บช.น. พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย รอง ผบก.สส.ภ.4 พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย ผกก.ตม.จ.ชลบุรี บก.ตม.3 พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ผกก.ตม.จ.ฉะเชิงเทรา บก.ตม.3 พ.ต.อ.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รอง ผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ พ.ต.ต.ชานนท์ อ่วมทร สวป.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ส.ต.อ.อภิสิทธิ์ คนยงค์ ผบ.หมู่(ป.) สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และ ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. โดยให้ทั้ง 8 นาย ปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ผอ.ศปก.ตร.มอบหมาย ส่วน พ.ต.ท.คเชนทร์ บุญทวี รอง ผกก.จร.สภ.เมืองสมุทรปราการ ให้ รรท.รอง ผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ พ.ต.ท.สุเนตย์ สีชำนาญ รอง ผกก.ฝอ.ภ.จ.สมุทรปราการ ให้ รรท.รอง ผกก.จร.สภ. เมืองสมุทรปราการ พ.ต.ท.พิทักษ์ โสนนอก สว.ฝอ.ภ. จ.สมุทรปราการ ให้ รรท.สวป.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ และ ส.ต.อ.ธนโชติ แสงเรือง ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.ฉะเชิงเทรา ให้ รรท.ผบ.หมู่ (ป.) สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

องค์กรสื่อตั้ง กก.สอบ-รับเงินแหล่งข่าว

วันเดียวกัน 7 องค์กรสื่อ ประกอบไปด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย และสมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้ร่วมประชุมกันและขอแสดงจุดยืนต่อสาธารณะว่า สื่อมวลชนที่รับเงินจากแหล่งข่าวเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง ไม่สามารถยอมรับได้ โดยนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เผยว่า ที่ประชุมมีมติ 4 ข้อ ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สร้างความกระจ่างชัดในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ ขอให้องค์กรต้นสังกัดที่ถูกระบุว่ามีนักข่าวรับเงินตรวจสอบว่านักข่าวคนดังกล่าวรับจริงหรือไม่ และการดำเนินการขององค์กรต้นสังกัดแจ้งต่อสาธารณะให้ทราบ ส่วนบุคคลที่ไม่มีต้นสังกัด ทำตัวเป็นนักข่าวส่งข่าวต่อไปยังสำนักข่าวอื่นๆ แต่ทำผิดจริยธรรมวิชาชีพนั้น ขอเรียกร้องให้ทุกสำนักข่าวไม่ซื้อข่าวจากบุคคลดังกล่าวอีกต่อไป กรณีที่มีนักข่าวมีส่วนพัวพันหรือไปเกี่ยวข้องกับการรับเงินในธุรกิจที่ผิดกฎหมาย คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นจะตรวจสอบเรื่องของจริยธรรมวิชาชีพเช่นกัน ส่วนความผิดตามกฎหมายเป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และขอเรียกร้องให้บุคคลที่เป็นอดีตนักข่าว ทำหน้าที่ส่งข่าวต่อให้สำนักข่าวอื่นๆแสดงตัวตนให้ชัดเจนว่าการรับเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนในการทำข่าว เพราะถือเป็นอาชีพที่ดำเนินการได้ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน

บ้าน “มินนี่” เมืองเลยเงียบเหงา

ส่วนที่ จ.เลย ผู้สื่อข่าวไปสังเกตการณ์ที่ไร่สมบูรณ์ทรัพย์ ริมถนนสายเลย-เชียงคาน ต.นาแขม อ.เมืองเลย ของครอบครัว “มินนี่” ด้านหน้าเปิดเป็นร้านกาแฟและร้านอาหารก่อสร้างด้วยโครงเหล็กและตู้คอนเทนเนอร์ ปิดบริการมานานแล้ว ด้านหลังเป็นโรงเรือนเพาะปลูก มีบ้านหลังใหญ่ 4 หลัง ในจำนวนนี้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 1 หลัง ส่วนอีก 3 หลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง อยู่ในเนื้อที่นับร้อยไร่ บรรยากาศเงียบเหงา

แฉ “แม่มินนี่” หลอกเปิด บช.ม้า

นายรังสรรค์ สลางสิงห์ อายุ 36 ปี ที่บ้านห้วยทราย ต.นาแขม อ.เมืองเลย สามีนางเรไร ศรีธาตุ 1 ในผู้ต้องหาบัญชีม้าเว็บพนันออนไลน์เครือข่ายมินนี่ที่ถูกตำรวจจับกุมไปเมื่อวันที่ 25 ก.ย. เผยว่า ช่วงเช้ามืดวันที่ 25 ก.ย. มีตำรวจมาจับกุมภรรยาที่บ้าน เนื่องจากบัญชีธนาคารภรรยาเชื่อมโยงกับเว็บพนันออนไลน์เครือข่ายมินนี่ เพราะก่อนหน้านี้ ภรรยาทำงานเป็นแม่บ้านภายในบ้าน สจ.ชัช สจ.เลย แม่มินนี่ได้ให้ภรรยาไปเปิดบัญชี อ้างว่าจะโอนเงินเดือนผ่านบัญชีดังกล่าวให้ค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท แต่เมื่อไปเปิดสมุดบัญชีมาได้ สจ.ชัชกลับนำสมุดบัญชีไปและได้โอนเงินเดือนให้ภรรยาอีกบัญชีหนึ่ง เป็นคนละบัญชีกับที่ สจ.ชัชให้ กระทั่งมาถูกจับ

นอกจากนี้ นายสำเลย สลางสิงห์ อายุ 28 ปี น้องชายตน เป็นคนงานก่อสร้างที่ไร่สมบูรณ์ทรัพย์ ยังถูกเรียกไปสอบปากคำในฐานะพยาน เนื่องจากมีรายชื่อเปิดบัญชีม้าให้มินนี่ เท่ากับว่าที่บ้านโดนคดีไป 2 คน คือภรรยากับน้องชาย สอบถามน้องชายเผยว่า มินนี่จ้างให้ไปเปิดบัญชีที่ธนาคารไทยพาณิชย์ อ.เมืองเลย ได้ค่าจ้าง 1,000 บาท หลังเปิดบัญชีแล้วมินนี่เอาสมุดบัญชีไปเลย

อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่