ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เผยแพร่เอกสาร กรณีทุจริตบ้านพัก 44 ล้านบาท กรมสวัสดิการทหารบก ต้นเหตุ "จ่าคลั่ง" โคราช มีจำเลยถูกฟ้อง 25 คน จำเลย 1 กับ 2 เป็นพลเรือน ร่วมกันและสนับสนุนจำเลยที่ 3 ถึง 25 ซึ่งเป็นลูกจ้างกับเจ้าหน้าที่ทหารฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินฯ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่มีชื่อนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยแต่อย่างใด
วันที่ 27 ก.ค. 66 ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณีข่าวนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้พานางพัสนีย์ พูลสุข ผู้เสียหายเป็นโจทก์ไปยื่นฟ้องผู้ประกอบการบ้านสวัสดิการกำลังพลทบ., เจ้าหน้าที่ทหาร และลูกจ้างในกรมสวัสดิการทบ.รวม 25 รายเป็นจำเลย เป็นจำเลยฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และข้อหาอื่นๆ นั้น ข่าวการยื่นฟ้องดังกล่าวยังคลาดเคลื่อนอยู่
โดยข้อเท็จจริง เวลา 11.00 น. วันที่ 27 ก.ค. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้เผยแพร่เอกสารข่าวแจกสื่อมวลชนฉบับที่ 4/2566 ใจความว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 66 นางพัสนีย์ พูลสุข หรือบัวสันเทียะ ได้ยื่นฟ้องนางบัณฑิตา ใจประสาท กับพวก ซึ่งเป็นพลเรือน 2 คน และอีก 23 คนเป็นลูกจ้างกับเจ้าหน้าที่ทหารในกรมสวัสดิการทหารบกรวม 25 คนเป็นจำเลย ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินฯ, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ กับกรมสวัสดิการทบ.เพื่อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ข้าราชการกองทัพบก จำเลยที่ 1 และ 2 ก็เป็นผู้ประกอบการเช่นเดียวกันกับโจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ถึง 25 เป็นข้าราชการทหารและลูกจ้างกรมสวัสดิการทบ.
"เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2550 โจทก์ซื้อบ้านที่ดินจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1, 3 แจ้งว่าให้สามีโจทก์ซึ่งเป็นทหารยื่นคำขอกู้เงินจากกรมสวัสดิการทบ. มาซื้อบ้านกับจำเลยที่ 1 เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมสวัสดิการทบ.ให้เป็นผู้ประกอบการ และการดำเนินการดังกล่าว มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการหักเปอร์เซ็นต์จากยอดเงินจดจำนอง เงินส่วนต่างจากเงินกู้ ที่จะได้รับคืนส่วนหนึ่ง และเงินค่าดำเนินการต่างๆ ซึ่งไม่มีระเบียบหรือกฎหมายรองรับให้ทำได้ และโจทก์เชื่อโดยสนิทใจว่ากรมสวัสดิการทบ. มีระเบียบหักเงินจากกำลังพลที่มากู้เงินเพื่อซื้อบ้านได้จริง โจทก์จึงได้หาลูกค้าให้ จำเลยตกลงจะให้ค่านายหน้ากับโจทก์ตามกฎหมายและร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ซื้อบ้านมารีโนเวท เมื่อจำเลยไปดำเนินการต่างๆ แล้วจึงจะคิดค่าตอบแทนให้โจทก์ภายหลัง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับค่าตอบแทน
จากการที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพลเรือนได้ร่วมกันและสนับสนุนจำเลยที่ 3 ถึง 25 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้กระทำการเรียกรับเงินจากโจทก์ เพื่อกระทำการไม่กระทำการในตำแหน่ง ได้แบ่งหน้าที่กันทำ เป็นขบวนการดังกล่าว ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 44.7 ล้านบาทเศษ ต่อมาวันที่ 8-9 ก.พ. 63 เกิดเหตุกำลังพลคลุ้มคลั่งยิงผู้ประกอบการและผู้คนทั่วไปในจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากไม่ได้รับเงินส่วนต่างจากการกู้เงินกรมสวัสดิการทบ. โจทก์จึงทราบข้อเท็จจริงว่า ระเบียบของกรมสวัสดิการทบ. ไม่ได้ให้หักเงินค่าธรรมเนียมร้อยละ 5 ของยอดเงินกู้และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่อย่างใด และโจทก์ได้ถูกยกเลิกการเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กับกรมสวัสดิการทบ.ด้วย โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องด้วยตนเองจึงขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 25 คนนี้ตามป.อาญามาตรา 93, 86, 90, 91, 149 และ 157 ต่อไป ซึ่งศาลฯ มีคำสั่งรับคดีนี้ไว้เพื่อตรวจคำฟ้องและให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาวันที่ 15 ส.ค.นี้เวลา 09.30 น.
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบแล้ว รายชื่อจำเลยในคดีที่เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ไม่ถูกต้อง เพราะคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ฟ้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.กลาโหม เป็นจำเลยแต่อย่างใด