กรมชลประทาน เตรียมดัน "ชลพิศ 121" อากาศยานไร้คนขับนวัตกรรมเครื่องแรกของอาเซียน จดนวัตกรรมไทยและสิทธิบัตร
เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 66 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในปี 2566 กรมชลฯ โดยส่วนเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา ได้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) ประสบความสำเร็จให้ชื่อว่า ชลพิศ 121 โดยเหตุการวิจัยนั้นเนื่องจากปัจจุบันเครื่อง UAV ที่กรมซื้อจากต่างประเทศมีฟังก์ชันการใช้งานเดียวคือผลิตภาพถ่ายทางอากาศเท่านั้น จึงเห็นว่าน่าจะมีการพัฒนาให้ UAV สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายตอบสนองภารกิจและสอดคล้องกับนโยบายกรมชลฯ ที่ต้องการพัฒนาคนและองค์กรไปสู่องค์กรอัจฉริยะด้านน้ำเพิ่มมากจึงเริ่มวิจัยและพัฒนาจนประสบความเสร็จถือเป็นความภาคภูมิใจของกรมชลประทาน
"เครื่อง UAV ชลพิศ 121 นั้น จะเข้ามาช่วยการทำงานของกรมชลฯ ให้มีประสิทธิภาพรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น เช่น การใช้บินสำรวจเส้นทางคลองชลประทานทั้งก่อนและหลังน้ำท่วม-น้ำแล้ง เพื่อลดการใช้กำลังคนหรือเส้นทางอันตราย การบินและติดตั้งเครื่องสะท้อนเส้นทางท้องน้ำเพื่อขุดลอกคูคลอง หรือสำรวจเส้นทางที่ยากต่อการเข้าถึง เป็นเหมือนส่วนหน้าของกรมในพื้นที่หลากภารกิจ เบื้องต้นทราบว่าทางหน่วยงานกำลังเตรียมข้อมูลการวิจัยเพื่อนำสู่ขบวนการจดสิทธิบัตร ทั้งนี้ UAV จะช่วยในภารกิจของกรมที่หลากหลายทั้งสำรวจทำแผนที่ภาพถ่ายด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การสำรวจผลอาสินหรือผลผลิตของแปลงพื้นที่ที่กรมเข้าดำเนินการ นำมาสู่การชดเชยที่ถูกต้อง ร่วมถึงสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการลำเลียงอุปกรณ์ทั้งทางการแพทย์ หรือสิ่งของบรรเทาทุกข์ในพื้นที่เข้าถึงได้ยาก โดยบรรทุกได้มากถึง 25 กิโลกรัม อนาคตจะมีการพัฒนาให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นจากนั้นจะผลิตเพื่อส่งไปยังพื้นที่โครงการชลประทานเพื่อใช้ในภาระกิจต่างๆ" นายประพิศ กล่าว
...
นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า เดิมกรมมี 4 เครื่อง ซื้อจากต่างประเทศตัวละ 2 ล้านบาท ใช้งานได้ฟังก์ชันเดียวสำหรับการถ่ายภาพทางอากาศ แต่เมื่อกรมได้นำมาศึกษาและพัฒนาขึ้นเองจนสำเร็จออกมาเป็นชลพิศ 121 นั้นต้นทุนประมาณ 600,000 บาท และนักวิจัยกรมสามารถพัฒนาให้ใช้งานได้หลากหลายฟังก์ชัน สามารถทำการบินได้ติดต่อกัน 2 ชั่วโมงต่อครั้ง และจากการสอบทานจากต่างประเทศของทีมวิจัยพบว่า UAV เครื่องนี้ของกรมชลฯ เป็นเครื่องแรกของอาเซียนที่สามารถปรับใช้ได้หลายฟังก์ชันเป็น UAV มิติใหม่ จึงจะเตรียมนำไปจดสิทธิบัตร หลังจากนั้นจะนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทที่จดทะเบียนกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อผลิตราคาย่อมเยาสำหรับคนทั่วไปที่สนใจนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งกรมจะได้รับผลตอบแทนการนำไปใช้ประโยชน์จากบริษัทผู้ผลิตกลับมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับใช้วิจัยพัฒนางานอื่นๆ ได้ต่อไป.