อดีตเลขาฯ สภาทนายความ แจงปม ใครจะเป็นเจ้าภาพสอบสวนเอาผิด “พิธา” ตาม ม.151 ระบุกฎหมายเปิดช่องให้ กกต.สามารถเป็นได้ทั้งผู้เสียหาย แต่งตั้งคณะทำงานไต่สวน สืบสวน สอบสวน มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ป.วิอาญา เช่นเดียวกับตำรวจ แต่สุดท้ายคนที่จะตัดสินใจจะฟ้องหรือไม่ฟ้องคืออัยการ เหมือนกรณี "ธนาธร" ถือหุ้นสื่อวี-ลัค ที่สุดท้ายแล้วอัยการสั่ง "ไม่ฟ้อง"

กรณีมีข้อสงสัยว่า เมื่อจะเอาผิด นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่รู้ว่าตนเองถือหุ้น และยังฝืนลงสมัคร ส.ส. ใครจะมีอำนาจสืบสวนสอบสวนสรุปสำนวนส่งอัยการสูงสุด หรือเป็น "เจ้าภาพ" คดีนี้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าที่ พ.ต.ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ อดีตเลขาธิการสภาทนายความ เผยว่าหลักคือรัฐธรรมนูญปี 60 มาตรา 98 อนุ 3 ในเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามไม่ให้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ต้องไม่ถือหุ้นสื่อ ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการสมัครเป็น ส.ส.ปี 61 มาตรา 151 อนุ 3 ที่บอกว่าผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีคุณสมบัติลงสมัคร ส.ส.ยังฝืนไปสมัคร มีโทษอาญาจำคุกและปรับ

ถ้าถามว่าใครจะเป็นพนักงานสอบสวน เมื่อดูตาม พ.ร.ป.คณะกรรมการเลือกตั้งปี 60 มาตรา 61 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ บอกว่า คณะกรรมการ กกต. สามารถแต่งตั้งคณะทำงานไต่สวน สืบสวน รวมถึงสอบสวนคดีนี้ และมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ป.วิอาญาด้วย ส่วนบุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์คือ กกต.เอง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน

"ในทางปฏิบัติ หากมีใครไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หรือตำรวจ ตาม ป.วิอาญา ก็ทำได้ คือ กกต.ก็มีอำนาจ ตำรวจก็มีอำนาจ เท่ากับว่ามีอำนาจทับซ้อนกันระหว่างตำรวจกับ กกต. ที่มีฐานะเสมือนพนักงานสอบสวน แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้สอบสวนคดี เขาก็ต้องส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณาออกคำสั่งฟ้องเป็นที่สุด  ตัวอย่างที่เคยมีคือ คดีนายธนาธร ซึ่งอัยการสูงสุดออกคำสั่งไม่ฟ้องกรณีถือหุ้นสื่อบริษัทวี-ลัค" ว่าที่พ.ต.ดร.สมบัติ กล่าว