"หมอเอกภพ" ชำแหละรายงานประจำปี สสส. ชี้เหมือนเด็กประถม ไม่มีความโปร่งใส และใช้งบฯ ไม่เกิดผล การส่งเสริมสุขภาพประชาชน สวนทางต่างประเทศด้วยการ "แบนทิพย์" บุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเปิดงานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษชี้ช่วยเลิกสูบบุหรี่ได้ แนะรัฐให้ทางเลือกด้วยการปลดแบน พร้อมตั้งทีมสอบสวนทำงานของ สสส.

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 65 นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก อดีตส.ส.เขต 1 จ.เชียงราย ที่เพิ่งเปิดตัวเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย อภิปรายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน 20 ปีของ สสส. ระบุว่า กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รับงบประมาณต่อปีประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่กลับล้มเหลวในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน แถมยังมีคำถามจากสังคมเรื่องความโปร่งใสในการบริหารกองทุน เพราะคณะกรรมการที่ดูแลกองทุนมีผลประโยชน์ทับซ้อน ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการรายหนึ่ง เป็นผู้ดูแลบริหารแผนงาน และยังมีอำนาจในการกำกับทิศทาง รวมทั้งเขียนโครงการเข้ารับงบประมาณด้วย บางครั้งมีการเสนอญาติพี่น้องเข้ามารับงบประมาณจากกองทุนเพื่อไปทำโครงการ ซึ่ง สสส. ไม่เคยเปิดเผยรายชื่อผู้รับทุน แม้ว่า กมธ. จะเคยได้ร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลไปก็ตาม

นพ.เอกภพ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปี 2560 อัตราคนสูบบุหรี่แทบไม่ขยับลดลงเลยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีเพิ่มขึ้นด้วยบางปี แต่ในปี 60 ถึง 64 ดูเหมือนลดลงเยอะจาก 19.10% เป็น 17.40% เพราะ 4 ปีที่ผ่านมามีบุหรี่ไฟฟ้า เพราะฉะนั้นแล้วนี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนสูบบุหรี่ลดลง สอดคล้องกับการศึกษาและงานวิจัยของต่างประเทศซึ่งมีรายงานล่าสุดจากสหราชอาณาจักรว่าภาพรวมผู้สูบบุหรี่ลดลงเนื่องจากมีการนำบุหรี่ไฟฟ้ามาใช้ทดแทนการสูบบุหรี่ ถึงแม้จะมีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์นิดหน่อย แต่ผู้สูบบุหรี่โดยรวมลดลง

...

นพ.เอกภพ ยังกล่าวถึงผลวิจัยล่าสุด Cochrane Review ซึ่งเป็น Systematic Review โดยผลการศึกษาดังกล่าวระบุว่ามีหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นสูง (High Certainty Evidence) ว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้ดีกว่าวิธีการใช้นิโคตินแบบดั้งเดิม และบุหรี่ไฟฟ้ายังสามารถช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้แม้ยังไม่มีความตั้งใจที่จะเลิกบุหรี่ด้วยซ้ำ กว่า 54% หรือประมาณครึ่งหนึ่งของคนที่เลิกบุหรี่ด้วยบุหรี่ไฟฟ้าจะยังสูบบุหรี่ไฟฟ้าไปต่อเมื่อสำรวจใน 6 เดือนถัดไป แสดงว่ามี 50% ที่หยุดสูบบุหรี่ได้จริง ดังนั้นจำนวนอัตราคนสูบบุหรี่จึงลดลงในประเทศที่มีการนำบุหรี่ไฟฟ้ามาใช้อย่างถูกต้อง

นพ.เอกภพ ยังตั้งคำถามต่อเนื่องในประเด็นการแบนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยว่า ทำไมประเทศเราถึงยังหลับหูหลับตาแบนอยู่ ทั้งที่มีขายกันเกลื่อนตามท้องถนน มีสูบกันเยอะแยะ ท่านประธานและคณะกรรมการกองทุนฯ ลองเดินไปในสภาครับ ที่สูบบุหรี่อยู่ใกล้ๆ เนี่ย มีแต่คนใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั้งนั้น ทำไมเราถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ เพราะว่าในปัจจุบันการจับกุมผู้ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าทำไม่ได้ บุหรี่ไฟฟ้าเนี่ยถือเป็นของต้องห้ามตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ปี 2557 แต่ในตอนนั้นผู้ครอบครองโดนจับกุมได้เพราะพ.ร.บ.ศุลกากรฉบับเก่ามีมาตรา 27 ทวิ จับผู้ครอบครอง ผู้ให้ ผู้นำไปเสียของต้องห้ามได้ แต่ปี 60 พ.ร.บ.ศุลกากรมีการปรับปรุงใหม่ ไม่มีคำว่าของต้องห้าม การจับกุมของต้องห้าม 27 ทวิโดนตัดออก เพราะฉะนั้นการจะจับกุมคนผิดตามพ.ร.บ.ศุลกากรคือจับคนที่ลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษี บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ในนั้น ไม่ได้ผิดตาม 242, 246, 247 ตามพ.ร.บ.ศุลกากร ตรงนี้นี่เองทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เราเรียกว่าการแบนทิพย์

"มันก็จะยิ่งส่งผลให้เกิดผลเสียต่อประชาชน แบนก็แบนไม่ได้ คนใช้ก็แพร่หลายมากขึ้น มีการขายกันออนไลน์เต็มไปหมด คุณภาพของอุปกรณ์บุหรี่ไฟ้ฟ้า คุณภาพของน้ำยา มีใครรับประกัน ข้อมูลทางวิชาการบอกชัดเจนว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้คนเลิกบุหรี่ แล้วเรามีทางเลือกให้ผู้สูบบุหรี่มั้ยว่าหากเขาไม่อยากใช้นิโคตินแพด ไม่อยากใช้หมากฝรั่งนิโคติน จะใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการเลิกพร้อมมีเหตุผลทางวิชาการด้วยว่ามันเลิกได้ ทำไมไม่เปิดโอกาสให้เขา จึงอยากให้มีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาสอบสวนการทำงานของ สสส." นพ. เอกภพทิ้งท้าย

โดยก่อนหน้านี้ หมอเอก ยังได้โพสต์ในทวิตเตอร์ส่วนตัวเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยตั้งคำถามพร้อมอ้างอิงถึงข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และนิวซีแลนด์ ซึ่งเปรียบเทียบอัตราการลดลงของผู้สูบบุหรี่ที่รวดเร็วกว่าในประเทศที่มีการใช้งานผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (ญี่ปุ่น) หรือบุหรี่ไฟฟ้า (อังกฤษและนิวซีแลนด์) เมื่อเทียบกับประเทศที่มีมาตรการควบคุมเข้มงวด (ออสเตรเลีย) โดยรายงานระบุว่า จากปี 2013 ถึง 2019 ประเทศญี่ปุ่นมีอัตราผู้สูบบุหรี่ลดลงกว่า 32% ประเทศอังกฤษลดลงกว่า 25% และประเทศนิวซีแลนด์ลดลงกว่า 18% โดยในประเทศนิวซีแลนด์นั้นมีการคาดการณ์ว่าหากเทียบอัตราผู้สูบบุหรี่ในปี 2013 กับปีประมาณการ 2022 นั้น อัตราผู้สูบบุหรี่อาจลดลงถึงกว่า 49% เลยทีเดียว ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีการห้ามผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน หรือบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดโดยจำกัดให้ใช้โดยผ่านการสั่งของแพทย์เท่านั้น เช่น ประเทศออสเตรเลีย กลับมีอัตราการลดลงของจำนวนผู้สูบบุหรี่เพียง 10% เท่านั้น.