“รองต่อศักดิ์” แถลงตำรวจไซเบอร์เปิดปฏิบัติการ “ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน” ค้น 3 จุดแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ชาวจีนกลางกรุง ขยายผลจากรถหรูปอร์เช่ ที่ยึดจากจินหลิง คาราโอเกะ ย่านสาทร จับผู้ต้องหา 15 คน พร้อมของกลางอื้อ เงินสด 42 ล้านบาท รถหรู 10 กว่าคัน โฉนดที่ดินหลายรายการ มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ตะลึงหัวหน้าแก๊งเป็นหนุ่มตี๋อ้วน วัย 25 ปี พบสวมบัตรประชาชนไทย ถือพาสปอร์ตทั้งไทยและกัมพูชา แฉหมู่บ้านเข้าค้นทั้ง 2 จุด มีการถือครองทรัพย์สินของกลุ่มคนจีนทั้งหมด สั่งตรวจสอบ พร้อมเล็งกลุ่มธุรกิจสีเทาชาวอินเดียด้วย
กรณี “รองโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.แฉกลางทำเนียบรัฐบาล มีข้อมูลเชื่อมโยงแก๊งนายทุนจีนกับอดีตรัฐมนตรี เปิดบ่อนศูนย์เหรียญและสถานบริการเกี่ยวพันยาเสพติด แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานมัด ถึงแม้จะลุยค้นอาคารในความครอบครองของอดีตรัฐมนตรีมาแล้ว แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ให้ความสำคัญกับการพนันและการปราบปรามยาเสพติด ยันร่วมมือระดับสูงกับประเทศไทยมาตลอด
ความคืบหน้าในการจับกุมกลุ่มแก๊งนายทุนและกลุ่มอาชญากรรมชาวจีนเข้ามาสร้างอิทธิพลในเมืองไทย เปิดสถานบันเทิงสถานบริการผิดกฎหมาย และจำหน่ายยาเสพติด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 พ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง ผบก.ตม.1 ร่วมแถลงผลปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายนายทุนจีนสีเทา ตามปฏิบัติการ “ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน” ปิดล้อมตรวจค้น 3 จุดในพื้นที่ กทม.จับกุมผู้ต้องหา 15 ราย เป็นคนจีน 11 ราย คนไทย 4 ราย พร้อมของกลางเงินสดกว่า 42 ล้านบาท รถยนต์หรูกว่า 10 คัน โฉนดที่ดินหลายรายการ สุราต่างประเทศ สำรับไพ่ กระเป๋าแบรนด์เนม มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท
...
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าว ขยายผลจากการตรวจค้นสถานบริการจินหลิง ย่านยานนาวา เขตสาทร หลังพบกลุ่มนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวจีนกว่า 237 คน เป็นชายชาวจีน 111 คน เป็นหญิงชาวจีน 126 คน ตรวจยึดรถยนต์หรูกว่า 30 คัน ตรวจสอบหาเจ้าของว่ามีส่วนร่วมรู้เห็น หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือมีพฤติการณ์อันเข้าข่ายฟอกเงิน โดย 1 ในรถยนต์หรูที่ยึดไว้ ยี่ห้อปอร์เช่ มีผู้ต้องหาหญิงชาวจีนเป็นคนขับ มีชายชาวจีนเป็นเจ้าของชื่อนายหลิน เหยียน
รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบพบว่าชายชาวจีนคนดังกล่าวคือกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ แต่ถือหนังสือเดินทางประเทศกัมพูชาในการเดินทาง มีหนังสือเดินทางประเทศต่างๆอีกจำนวนมาก รวมทั้งสวมสิทธิเป็นคนไทยมีบัตรประจำตัวประชาชน เงินที่ได้จากการหลอกลวงจะถูกนำมาฟอกด้วยการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ซื้อบ้านหรู คอนโดฯหรู รถยนต์หรู และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆอีกจำนวนมาก มีการจ้างบอดี้การ์ดคุ้มกัน ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายค้น โดยตรวจค้น 3 จุด เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา
จุดที่ 1 บ้านเลขที่ 89/46 หมู่บ้านแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด บางนา-อ่อนนุช แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ของนายหลิน เหยียน หรือนายยะปะสอ สวรรยาคีรี อายุ 25 ปี ตรวจยึดทรัพย์สินหลายรายการ อาทิ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ดป้ายแดง 3 คัน นาฬิกาหรูยี่ห้อ Patek Philippe 1 เรือน เงินสด 7.5 ล้านบาท บัตรประจำตัวประชาชน ชื่อนายยะปะสอ สวรรยาคีรี หนังสือเดินทาง ประเทศไทย ชื่อนายยะปะสอ สวรรยาคีรี และจุดที่ 2 เป็นคอนโดฯของนายหลิน เหยียน ในซอยสุขุมวิท 39 พบชาวจีน 4 คน ยึดทรัพย์สิน เช่น เงินสด 28 ล้านบาท กระเป๋าแบรนด์เนมหรู 8 ใบ
จุดที่ 3 ตรวจค้นบ้านเลขที่ 396/63 หมู่บ้านแกรนด์โมนาโค ซอยกาญจนาภิเษก 50 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. เป็นบ้านพี่ชายนายหลิน เหยียน พบชาวจีน 5 คน และคนไทย 3 คน พร้อมทรัพย์สินหลายรายการ เช่น รถซูเปอร์คาร์ ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่น stingray ป้ายแดง ราคาเกือบ 10 ล้านบาท รถจักรยานยนต์ ดูคาติ สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สุราต่างประเทศกว่า 50 ขวด โทรศัพท์มือถือ 13 เครื่อง โน้ตบุ๊ก 3 เครื่อง และ เงินสด 7 ล้านบาท
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวอีกว่า เมื่อนำบัตรประชาชนผู้ต้องหาคือนายหลิน เหยียน หรือนายยะปะสอ สวรรยาคีรี มาตรวจสอบกับระบบทะเบียนราษฎร กรมการปกครองปรากฏว่า เลขประจำตัวประชาชนดังกล่าว นายทะเบียนออกให้กับบุคคลอื่น ใบหน้าไม่ตรงกัน ออกที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เชื่อว่าเป็นการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน พบว่าบุคคลตามบัตรประชาชนยังมีชีวิตอยู่ ทำอาชีพหักข้าวโพดอยู่ในต่างจังหวัด ประเด็นนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.อยู่ระหว่างขยายผลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ในการออกเอกสาร ส่วนทรัพย์สินต่างๆที่ตรวจยึดได้ จะตรวจสอบความถูกต้อง ความเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้แจ้งความไว้ในระบบการรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป นอกจากนี้ยังพบพาสปอร์ต 2 สัญชาติ คือไทยและกัมพูชา มีการเดินทางเข้าออกกัมพูชา 25 ครั้ง กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย 12 ครั้ง การสอบสวนในเบื้องต้น มีการทำธุรกิจ ร้านสุกี้ในบ่อนการพนันคิงโรมัน สปป.ลาว และพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำด้วย
รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ส่วนข้อมูลที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้กับตำรวจเกี่ยวกับ 5 กลุ่มทุนเครือข่ายชาวจีน ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผล เช่นเดียวกับประเด็นที่พาดพิงว่า ผู้ต้องหาชาวจีนบางคน มีความสนิทกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้งสนิทสนมกับอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่ง ตำรวจเข้าตรวจสอบ และตรวจค้นที่พักอดีตรัฐมนตรีไปแล้วแต่ยังไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย หรือมีหลักฐานเชื่อมโยง ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายชาวจีน ในประเด็นอดีตรัฐมนตรี ที่มีรายชื่ออยู่เบื้องหลังบ่อนและทุนจีนว่า ขอให้ตำรวจสอบสวนหาข้อเท็จจริงก่อน ก่อนที่จะมาตอบหรือยืนยันได้ว่าใช่ หรือไม่ใช่ เป็นบุคคลตามที่สังคมคิดกันหรือไม่ ขอรวบรวมพยานหลักฐาน เส้นทาง และของกลางที่ยึดมา เพราะเชื่อว่าการก่ออาชญากรรมต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้ หากว่าร่องรอยถึงใครก็ต้องรับสภาพ ตอนนี้ทางตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน ยืนยันไม่มีใครสามารถเข้ามาควบคุมการทำงานของตำรวจได้
...
อย่างไรก็ตาม ขณะตรวจสอบที่หมู่บ้านหรูทั้งสองจุดพบข้อมูลว่าในเฟสใหม่ที่กำลังก่อสร้าง และที่ก่อสร้างเสร็จแล้วมีการถือครองทรัพย์สินของกลุ่มคนจีนทั้งหมด ประเด็นนี้ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน สน.อุดมสุข ตรวจสอบ ว่าถือครองอย่างถูกต้องหรือไม่เนื่องจากมูลค่าของบ้านแต่ละหลังนั้นมีราคาสูงถึง 40-50 ล้านบาท
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่มีทุนอินเดียก็เข้ามาลงทุนในธุรกิจสีเทาในประเทศนั้น เรื่องนี้ตำรวจตรวจสอบดูทั้งหมดและเชื่อว่ามีหลายแก๊งมากที่อยู่ในประเทศไทย แต่ขอยังไม่ระบุถึงชื่อประเทศ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง และมีหลายชาติที่เข้ามา ปัญหานี้เกิดตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิดที่ชาวต่างชาติไม่สามารถกลับประเทศได้มีการอยู่ในประเทศแบบ over stay ได้ส่งเรื่องให้กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อยู่ระหว่างตรวจสอบไปด้วยกัน เพราะไม่อยากให้ประเทศไทยเป็นฐานก่ออาชญากรรม