สทน. จับมือ เอสซีจี ลงนามความร่วมมือการศึกษาแหล่งธาตุหายาก และการนำเทคโนโลยีฟิวชันไปใช้ด้านพลังงาน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อโลก


สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จับมือ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด ลงนามร่วมมือ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลาสมาในธุรกิจซีเมนต์ และการสกัดธาตุหายาก

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.65 สำนักงานใหญ่ เอสซีจี บางซื่อ รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ลงนามร่วมกับ และนายวิสุทธ จงเจริญกิจ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจทรัพยากรหมุนเวียน โดยมี นายชนะ ภูมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี พร้อมด้วยผู้บริหารทั้ง 2 หน่วยงาน เข้าร่วมในพิธีและเป็นสักขีพยาน



รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เราร่วมมือกันใน 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การศึกษาวิจัยเรื่องการใช้ประโยชน์จากธาตุหายาก โดยเป็นเรื่องส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้และศักยภาพของแหล่งธาตุหายาก อาทิเช่น แหล่งธรรมชาติ ของเสียและวัตถุพลอยได้จากการทำเหมืองหรือการผลิตไฟฟ้า ของเสียจากโรงงานต่างๆ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนา เกี่ยวกับกระบวนการและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ในการสกัดธาตุหายาก (Extraction) รวมถึงการทำให้บริสุทธิ์ในรูปของโลหะ (Metallization) และร่วมกันศึกษาพัฒนาเชิงธุรกิจ ในการทำ High Value-Added Product จากวัสดุเหลือทิ้งและวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิต เช่น วัตถุผสมของออกไซด์ธาตุหายาก (Mixed REOs) ซึ่ง สทน.เองได้วิจัยและพัฒนาธาตุหายากมายาวนาน โดยมีห้องปฏิบัติการอยู่ที่ศูนย์ธาตุหายาก สทน.คลองห้า ปทุมธานี เรื่องที่สอง คือ การวิจัยประยุกต์ด้านพลาสมาอุณหภูมิสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับ CO2 ในกระบวนการผลิตซีเมนต์ ซึ่งปัจจุบัน สทน.อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งคาดว่าจะเดินเครื่องต้นแบบในเมืองไทยได้ในปี 2566



ด้านนายสมหวัง แม้นพิมลชัย ผู้อำนวยการธุรกิจซีเมนต์ภาคกลางและผู้นำบริหารการวิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจีที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลสังคม และมีบรรษัทภิบาล ผ่านแนวทาง ESG 4 Plus (มุ่ง Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ – Plus เป็นธรรม โปร่งใส) ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้แบรนด์ “CPAC Green Solution” เราเชื่อมั่นว่าการสร้างธุรกิจที่สร้างความยั่งยืนให้สังคมและประเทศทำได้จริง แต่ต้องอาศัยการพัฒนาทางเทคโนโลยีเป็นฐานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อโลก และความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติในครั้งนี้ จะเป็นหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศด้วยการนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมการสร้างสังคม Net Zero ไปพร้อมกับการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนความร่วมมือในครั้งนี้เป็นระยะเวลา 5 ปี แต่ทั้ง 2 องค์กรเชื่อว่ายังมีงานวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์อื่นๆ ที่อาจจะมีความร่วมมือเพิ่มเติมในอนาคต