ศาลภาษีอากรกลางพิพากษา ให้กรมสรรพากรเพิกถอนการประเมินภาษี โอ๊ค-เอม ตาม ภ.ง.ด.12 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ 2-4 กรณี "ทักษิณ" โอนหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้าน ชี้ ออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง (อม.) เคยพิพากษาคดีซุกหุ้นชินคอร์ป ว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นเจ้าของหุ้นและโอนหุ้นโดยไม่เสียภาษี ต่อมาช่วงปี 2549 ถึง 2552 สรรพากรได้ประเมินภาษีโอนหุ้นชินคอร์ป กับ โอ๊ค พานทองแท้ กับ เอม พินทองทา ชินวัตร บุตรชาย และบุตรสาว ทำนองว่า เป็นตัวแทนของทักษิณ จึงต้องเก็บภาษีจากคนทั้งสองแต่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า การประเมินเก็บภาษีไม่ชอบ เพราะศาลฎีกานักการเมือง ชี้ขาดไปแล้วว่า หุ้นเป็นของทักษิณ ต้องประเมินให้ถูกตัว ไม่ใช่ประเมินเอากับตัวแทน หรือคนที่ไม่ใช่เจ้าของหุ้น และการประเมินภาษีต้องกระทำกับตัวผู้มีภาระโดยตรงคือต้องถูกคน ถูกเวลาตามกรอบของกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 8 ส.ค. 2565 ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลภาษีอากรกลาง มีคำพิพากษาคดีความแพ่ง หมายเลขดำ ภ.220/2563 ระหว่าง นายทักษิณ ชินวัตร โดยผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน เป็นโจทก์ ฟ้องกรมสรรพากร เป็นจำเลยที่ 1 นายพงษ์ศักดิ์ เมธาพิพัฒน์ จำเลยที่ 2 นายประภาส สนั่นศิลป์ จำเลยที่ 3 นายพิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมิน กรมสรรพากร ขอเพิกถอนการประเมินภาษี กับนายทักษิณ และเพิกถอนคำสั่งอุทธรณ์ที่ให้นายทักษิณจ่ายค่าภาษีการโอนหุ้นชินคอร์ป รวม 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อไม่ต้องมีภาระภาษี
มีรายงานว่า ในชั้นสืบพยาน โจทก์จำเลยอ้างข้อเท็จจริงหักล้างกันใจความว่า หลังจากศาลภาษีพิพากษาว่า นายพานทองแท้ กับนางพินทองทา ไม่มีภาระภาษี เพราะไม่ใช่เจ้าของหุ้น และศาล อม.ก็มีคำพิพากษาว่า หุ้นเป็นของนายทักษิณ พิพากษา เพิกถอนการประเมิน สำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์ ต่อมารัฐบาลได้ให้สรรพากรประเมินใหม่ช่วงปี 2551 ถึง 53 ซึ่งโจทก์เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ถูกต้อง การประเมินภาษีให้โจทก์ต้องจ่าย 1.7 หมื่นล้านบาทไม่ถูกต้อง และหากจะเรียกให้ชำระก็ต้องเรียกภายในระยะเวลาอันสมควร (ในห้าปี)
...
ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ถือเอาการออกหมายเรียกนายพานทองแท้ และ นางพินทองทา ในฐานะตัวแทนเชิด ของนายทักษิณเป็นการออกหมายเรียกโจทก์ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรในฐานะตัวการ ไปแล้ว เห็นว่า การออกหมายเรียกเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการประเมินต้องออกหมายเรียกไปยังตัวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถูกประเมินโดยตรง
แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินมิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบโจทก์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับนิติกรรมที่ทำขึ้นภายหลังจากนั้นก็ไม่ก่อให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นของบริษัทชินคอร์ป แต่อย่างใด เพราะนายพานทองแท้ นางพินทองทา ไม่ใช่เจ้าของหุ้นโดยตามข้อกฎหมายมาตรา19 จึงยังต้องถือว่านายทักษิณโจทก์เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทดังกล่าวอยู่
ที่จำเลยให้โจทก์เสียภาษี อย่างผู้มีรายได้พึงประเมินนั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร อีกด้วย ดังนั้นจึง มีผลทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-4 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่วินิจฉัยยืนตามการประเมิน จึง"ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" เช่นเดียวกัน (กับที่ออกหมายเรียกผิดคนตามมาตรา19)
แต่ปัญหาว่าเจ้าพนักงานประเมิน ทำการประเมินและยกอุทธรณ์ในชั้นสรรพากรนั้น
เจ้าพนักงานประเมินและจำเลยที่ 2-4 กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ ศาลเห็นจึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว
พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-4 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ระหว่างนี้อยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา ไม่ปรากฏว่าอัยการจะขออุทธรณ์ หรือ ขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด.