แก๊งคอลเซ็นเตอร์อาละวาดหนัก โดนหลอกทุกสาขาอาชีพ ดาราดัง “ส้วม-สุขพัฒน์” เข้าร้องเรียน รมว.ดีอีเอส ช่วยเร่งรัดคดีพ่อถูกโทร.ข่มขู่ว่าพัวพันคดีโกงเคลมประกันและยาเสพติด ล่อหลอกให้โอนในบัญชี 1.35 ล้านบาท “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รับช่วยเร่งรัดคดี แม้ความหวังได้เงินคืนน้อย แจงขณะนี้เจ้าหน้าที่หลายหน่วยเร่งปราบปราม ล่าสุดประสาน ธปท.ช่วยหามาตรการอายัดบัญชีธนาคารให้เร็วขึ้น อีกคดีเลขาฯแพทยสภาเข้าพบอธิบดีดีเอสไอเร่งรัดคลี่คลายคดีหมอ พยาบาลและเภสัชกรเกือบ 10 คน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินไปเกือบ 10 ล้านบาท สงสัยประเด็นคนร้ายเอาข้อมูลส่วนตัวบุคลากรการแพทย์มาจากไหน
ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เมื่อวันที่ 18 ม.ค. นายสุขพัฒน์ โล่วัชรินทร์ หรือส้วม-สุขพัฒน์ นักแสดงและนักเขียนบท เข้าร้องเรียน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส โดยมี พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. ร่วมรับฟัง กรณีได้รับ ความเสียหายจากการถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทร. หลอกลวงคนในครอบครัวโอนเงินมูลค่าความเสียหายรวม 1.35 ล้านบาท แจ้งความไว้ที่ สน.พหลโยธิน นายสุขพัฒน์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. นายสุพจน์ โล่ห์วัชรินทร์ บิดา ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลอ้างว่า มีหลักฐานเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและหลอกลวงให้โอนเงินทั้งสิ้น 1,350,000 บาท ผู้โทร.อ้างว่าเป็นพนักงานบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งที่พ่อเป็นลูกค้า บอกว่าพบการเคลมประกันสินไหมโควิดที่ จ.ภูเก็ต และบัญชีเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด
“จากนั้นมีมิจฉาชีพที่แอบอ้างว่า เป็นตำรวจโทร.เข้ามาบอกว่า เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดต้องถูกอายัดบัญชีเงินฝากทุกบัญชี 7 เดือน หากต้องการใช้เงินบัญชีใดให้โอนเงินในบัญชีนั้นมาให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ตรวจสอบ แต่เมื่อตรวจสอบบัญชีที่ให้โอนกลับพบว่าเป็นบุคคลธรรมดา สอบถามกลับไปมิจฉาชีพบอกว่า เป็นปฏิบัติการลับไม่สามารถให้บัญชี ธนาคารของหน่วยงานได้ แต่เจ้าของบัญชีเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ง. พร้อมข่มขู่ให้รีบโอนเงินมาตรวจสอบก่อนถูกอายัดทุกบัญชีและใช้เงินไม่ได้ พ่อหลงเชื่อโอนเงิน ผ่านมือถือไปให้ 3 ยอดรวม 1.35 ล้านบาท หลังโอนเงินราวครึ่งชั่วโมง ตรวจสอบและปรึกษากันในครอบครัว แน่ใจว่าถูกหลอกแน่ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ สน.พหลโยธิน” นายส้วม-สุขพัฒน์ กล่าว
ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส กล่าวว่า จะรีบประสานให้ความช่วยเหลือ แม้ที่สุดส่วนใหญ่จะตามเอาเงินกลับมาไม่ได้ เพราะมิจฉาชีพถ่ายโอนเงินออกไปจากบัญชีอย่างรวดเร็ว อยากรณรงค์ให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยรูปแบบใหม่ อย่าตกเป็นเหยื่อ ยิ่งภาครัฐกำลังเร่งกวาดล้าง มิจฉาชีพยิ่งเร่งทำงานเพื่อทิ้งทวน อยากให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับประชาชน ขอย้ำเตือนว่าช่วงนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนักมาก อยากเตือนประชาชนข้อแรกอย่าเชื่อ ปกติไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐโทร.หาเพื่อให้ประชาชนโอนเงินมาให้ตรวจสอบแน่ ปัญหาปัจจุบันคือ โอนเงินได้ง่าย ต้องเตือนตัวเองว่าห้ามโอนเด็ดขาด ดีอีเอสพร้อมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปอท. และ สอท. จะเร่งรัดตามคดีและตามเงินมาคืนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะบัญชีม้า หรือบัญชีที่ถูกนำมาใช้หลอกลวง ต้องรีบอายัดเร็วที่สุด กำลังหาแนวทางร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่ออายัดบัญชีเร็วขึ้น
ส่วน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาบัญชีม้ามีต้นตอมาจาก 2 สาเหตุ ได้แก่ 1.จ้างเปิดโดยผู้เปิดบัญชีรับรู้ กรณีนี้ ถือว่ามีความผิดร่วม 2.เจ้าของบัญชีไม่มีโอกาสรับรู้ เพราะถูกหลอกให้เปิด อาจอ้างว่านำไปใช้เพื่อการสมัครงาน เป็นต้น เจ้าของบัญชีธนาคารควรระมัดระวังอย่างมาก
อีกคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเที่ยงวันเดียวกัน พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา เข้าพบนายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีดีเอสไอ ยื่นหนังสือร้องทุกข์กรณีแพทย์ถูกแก๊ง คอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอหลอกลวงให้โอนเงินกรณีพัวพันคดีฟอกเงิน พล.อ.ต.นพ.อิทธพร เผยว่า ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอโทรศัพท์หากลุ่มแพทย์ อ้างว่าเกี่ยวข้องคดีฟอกเงินต้องโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี เบื้องต้นพบแพทย์ผู้เสียหายประมาณ 10 ราย เสียหายเกือบ 10 ล้านบาท ฐานข้อมูลส่วนตัวแพทย์แต่ละคนภายในองค์กรน่าจะไม่รั่วไหล แต่ข้อมูลอาจ หลุดจากนอกองค์กร สมาคมธนาคารไทยน่าจะเข้ามา มีบทบาทช่วยคุ้มครอง เพราะเงินจำนวนมากไหลผ่านธนาคารน่าจะมีกลไกป้องกันความเสียหายบ้าง
“กรณีนี้หารือกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอมาตลอด ได้รับคำแนะนำให้รวบรวมข้อมูลเอกสารหลักฐานต่างๆส่งให้พนักงานสอบสวนรับเป็นคดีพบว่า ผู้เสียหายเป็นบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และเภสัชกรหลายคน มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 10 ล้านบาท เบื้องต้นพฤติกรรมของกลุ่มนี้จะโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายและบอกว่าตกเป็นผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน มีคดีอยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ หรืออาจใช้ วิธีอ้างตัวเป็นตำรวจและหลอกผู้เสียหายว่า จับผู้ต้องหา ได้คนหนึ่งพบหลักฐานสมุดบัญชีและบัตรเครดิตชื่อผู้เสียหายขอให้ไปรายงานตัว หรือพูดชักจูงให้ผู้เสียหายหวาดกลัวจนยอมโอนเงินให้” เลขาธิการแพทยสภากล่าว
ด้านนายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ กล่าวว่า ดีเอสไอ รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมี เจ้าหน้าที่รัฐตกเป็นผู้เสียหายมาตลอด จากการสืบสวน คาดว่าข้อมูลส่วนหนึ่งหลุดจากผู้เสียหายซื้อของออนไลน์ หรือข้อมูลเฟซบุ๊ก โพสต์ไลฟ์สไตล์ ทำให้คนร้ายพูดชักจูงหลงเชื่อได้ง่าย ขณะนี้ดีเอสไอจับผู้ร่วมก่อเหตุ หรือบัญชีม้าหลายราย แต่ยังไม่ถึงตัวการใหญ่ เงินจะถูกโอนต่ออย่างรวดเร็วสู่นอกประเทศ นอกจากนี้พบว่าคนร้ายมีพฤติการณ์ใช้ซิมเถื่อนหรือลงทะเบียนให้คนต่างชาติ ดำเนินการกวาดล้างได้นับแสนซิม เห็นว่าต้องร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อป้องกันความเสียหาย ขอยืนยันไม่มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเกี่ยวข้องแน่นอน