ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ข้าราชการกระทรวงการคลังยังคงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กรณีองค์จำลอง “เทวรูปพระคลังในมหาสมบัติ” หรือ “เจ้าพ่อคลัง” ตามคำเรียกขานของข้าราชการกระทรวงการคลัง ซึ่งประดิษฐาน ณ กระทรวงการคลัง เลขที่ 14 ถนนพระรามที่ 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
เพราะเกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อปลายเดือน พ.ย.2564 โดยมีสีแดงคล้ายเลือดไหลอาบตั้งแต่พระเศียร ผ่ากลางพระพักตร์ ผ่านองค์เทวรูป จนถึงฐานองค์เทวรูป
บางคนก็มองว่า เป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นได้ เพราะเกิดจากฝนที่ตกหนักในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้มีน้ำท่วมขังบนหลังคา ที่เป็นไม้และเหล็ก เมื่อน้ำขังอยู่นานวันจึงเกิดเป็นสนิม และไหลรั่วซึมลงมาที่องค์เทวรูป เมื่อปรากฏเป็นข่าว เจ้าหน้าที่ก็ได้อุดรอยรั่วซึมเป็นการชั่วคราวแล้ว พร้อมแจ้งกรมศิลปากรให้มาช่วยซ่อมแซมแล้ว และเมื่อซ่อมแซมแล้วเสร็จ ก็จะจัดให้มีพิธีบวงสรวงในลำดับต่อไป
บางคนก็มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอาเพศ เสมือนลางร้าย เทวดามาเตือนภัยให้ระวังภัยพิบัติต่อบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น คนตกงาน ข้าวยากหมากแพง
...
จากวันนั้นจึงนำพาไปค้นหาสอบถามถึงประวัติของพระคลังในพระคลังมหาสมบัติ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในกระทรวงการคลังที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของผู้ที่รับราชการที่จะต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ใครที่มาทำงานตรงนี้ถ้าไม่ซื่อสัตย์สุจริต อยู่ไม่ได้ ใครคิดไม่ดีกับของหลวง จะมีอันเป็นไป
ทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารตั้งแต่รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมต่างๆ รวมไปถึงข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เมื่อเข้าทำงานวันแรก ถ้าระดับผู้บริหารระดับสูง ก็จะมีทำพิธีบวงสรวงพระคลังในพระคลังมหาสมบัติและร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายในกระทรวงการคลัง แต่ถ้าเป็นระดับปฏิบัติงานก็จะนำพวงมาลัยไปกราบไหว้
ทั้งนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลังไม่ได้มีเพียงองค์เทวรูปพระคลังในพระคลังมหาสมบัติเท่านั้น แต่ยังมีศาลพระพรหม ศาลพระภูมิเจ้าที่ พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 และช้างคู่ซึ่งตั้งอยู่บนลานกว้าง อยู่ฝั่งซ้ายมือประตู 3 ทางเข้ากระทรวงการคลัง นอกจากข้าราชการพนักงานที่ทำงานกระทรวงการคลัง และบุคคลภายนอกจะไปกราบไหว้ขอพรแล้ว ประชาชนทั่วไปก็สามารถไปกราบไหว้ ขอพรตามความเชื่อและศรัทธาได้
ส่วน “ช้างคู่” ยืนโดดเด่นอยู่ใต้ตึกกระทรวงการคลัง เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง เล่าให้ฟังว่า ช้างคู่ อยู่คู่กับกระทรวงการคลังมาช้านาน จนมีบางคนเรียก “ปู่ช้าง-ย่าช้าง” เพราะเป็นตัวผู้และตัวเมียยืนคู่กัน ซึ่งเคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านหนึ่งได้ย้ายช้างคู่นี้ไปอยู่ที่อื่น แต่สุดท้ายก็ต้องย้ายกลับมา จนเป็นช้างคู่ ประจำกระทรวงการ คลัง มาจนถึงทุกวันนี้ และไม่มีใครกล้าย้ายไปไหนอีกเลย
นอกจากนี้ ยังมีรูปปั้นพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 องค์ใหญ่ อยู่ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง และมีเทวรูปพระคลัง ในพระคลังมหาสมบัติ องค์จำลอง อยู่ที่ห้องทำงานของปลัดกระทรวงการคลังชั้น 3 โดยสถานที่ทั้ง 2 แห่งนี้ ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าไปกราบสักการะ เพราะเป็นสถานที่ทำงาน
ส่วนเทวรูปพระคลังในพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งเป็นองค์จริง ประทับเก๋งจีน ตั้งอยู่ชั้น 8 กรมธนารักษ์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับกระทรวงการคลังนั้น บุคคลทั่วไปก็ไม่สามารถไปกราบไหว้เช่นเดียวกัน
เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ท่านหนึ่งเล่าว่า เทวรูปพระคลังองค์จริงมี 2 องค์ องค์แรกสถิตอยู่ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง และองค์ที่ 2 อยู่ชั้น 8 กรมธนารักษ์ ในฐานะผู้ทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของแผ่นดิน
...
สำหรับประวัติ “เทวรูปพระคลังในพระคลังมหาสมบัติ” ตามตำนานเล่าขาน เป็นเทวรูปเก่าแก่ที่สร้างขึ้นนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้มี “เทพ” หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” คอยปกป้องดูแลพระคลังมหาสมบัติมิให้เสื่อมถอยลงไป ขณะเดียวกันก็ต้องนำพาความเจริญงอกงามมาสู่แผ่นดิน ให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสุข
โดยรูปปั้น “พระคลัง” นั้นเป็นรูปปั้นหล่อยืน ขนาดความสูงประมาณ 12 นิ้ว หรือประมาณ 32 เซนติเมตร ทรงเครื่องกษัตริยาธิราช สวมมงกุฎยอดชัย พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงดอกบัว มีลักษณะบางส่วนคล้าย “พระสยามเทวาธิราช” ที่ได้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยส่วนที่เหมือนกับพระสยามเทวาธิราช คือ พระหัตถ์ขวาทรงถือพระขรรค์เช่นกัน ต่างกันที่พระหัตถ์ซ้าย พระสยามเทวธิราชยกพระหัตถ์ขึ้นจีบดรรชนีไว้เสมอพระอุระ
ตามตำนานเล่าขานอีกเช่นกันว่า “พระสยามเทวาธิราช” คุ้มครองดูแลรักษาประเทศชาติแผ่นดินไทย “พระคลังในพระคลังมหาสมบัติ” คุ้มครองปกปักรักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน เปรียบดังเทพยดาผู้พิทักษ์รักษาสมบัติทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน เพื่อลูกหลานแผ่นดินไทย อยู่ดีกินดีตลอดไป.
...
ดวงพร อุดมทิพย์