สธ. เผย มาตรการ COVID-Free Setting ผ่อนคลายนั่งทานอาหารในร้าน ช่วง ก.ย. เป็นการขอความร่วมมือ ก่อนบังคับใช้เป็นมาตรฐาน ย้ำ เดินทางจากต่างประเทศเข้าไทยยังต้องกักตัว 14 วัน แต่มีแนวโน้มลดวัน

วันนี้ (28 ส.ค. 2564) ที่กระทรวงสาธารณสุข มีการแถลงข่าวประจำวันถึงสถานการณ์และแผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นผู้แถลงว่าสถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้มีแนวโน้มพบผู้ป่วยเริ่มชะลอตัวลง แต่ยังเน้นย้ำให้ทุกคนปฏิบัติมาตรการอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนตามแผนที่จะมีเข้ามามากขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ย. เป็นต้นไป

ในช่วงท้ายของการแถลง นายแพทย์โอภาส ตอบคำถามถึงกรณีผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยแม้จะมีการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม และผลตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 ยังต้องกักตัวหรือไม่ว่า ประเทศไทยยังกำหนดให้ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศกักตัว 14 วัน สิ่งที่เรียนรู้จากหลายประเทศคือ การฉีดวัคซีนสามารถลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ถึงแม้จะไม่ 100% การตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นระยะจะทำให้เจอผู้ติดเชื้อไม่มีอาการได้ ซึ่งช่วงนี้ยังคงต้องระมัดระวังเนื่องจากยังพบผู้ติดเชื้อที่มาจากต่างประเทศอยู่เป็นระยะ มาตรการขณะนี้ยังกักตัว 14 วัน แต่มีแนวโน้มว่าอาจจะมีการลดวันกักตัวลง ขอให้รอการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ส่วนคำถามว่าภูมิคุ้มกันหมู่ของประเทศยังเป็น 70% ของประชากรตามเป้าหมายเดิมหรือไม่ อธิบดีกรมควบคุมโรค ตอบว่า ภูมิคุ้มกันหมู่ หรือ Herd immunity จำนวนเปอร์เซ็นต์ขึ้นกับหลายปัจจัย 1. เชื้อโรคแพร่กระจายได้รวดเร็วมากแค่ไหน ซึ่งเชื้อโรคแต่ละตัวจะมีวัคซีนที่ทำให้เกิด Herd immunity ต่างกัน แม้กระทั่งเชื้อเดียวกันอย่างโควิด-19 ก็มีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา เช่น สายพันธุ์เดลตา ที่มีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อสูงมากขึ้น เพราะฉะนั้นการคิด Herd immunity ต้องปรับเปลี่ยนไปตามเชื้อไวรัสที่กลายพันธุ์ 2. ขึ้นกับพื้นที่นั้นๆ ว่าการแพร่ระบาดมากน้อยแค่ไหน หรือความสามารถในการระบาดของโรคเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

เมื่อนำ 2 ส่วนนี้มาประกอบกัน ค่า Herd immunity จึงผันแปรไปแต่ละที่และแต่ละเวลา รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศจากเชื้อไวรัสตามธรรมชาติอยู่แล้ว เดิมวางแผนฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างน้อย 70% หรือ 50 ล้านคน แต่โดยนโยบายของรัฐบาล ถ้าประชาชนคนไทยและผู้ที่อยู่ในแผ่นดินไทยต้องการฉีดวัคซีน รัฐบาลก็จะจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ทุกคนด้วยความสมัครใจ ซึ่งตามแผนจัดหาวัคซีนในสิ้นปีจะมีอย่างน้อย 140 ล้านโดส ตามตัวเลขนี้เราสามารถฉีดให้กับประชาชนทุกคนที่อยู่ประเทศไทยอยู่แล้ว ร่วมแรงร่วมใจกันจะฉีดได้เกิน 70% แน่นอน ส่วนตัวเลขเป้าหมายจะปรับเปลี่ยนอย่างไรจะต้องให้คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาอีกครั้ง

ส่วนมาตรการ COVID-Free Setting ที่จะเริ่มดำเนินการหลังผ่อนคลายให้เปิดร้านอาหารและนั่งทานในร้านได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. นั้น มี 2 ส่วน คือมาตรการองค์กร และมาตรการส่วนบุคคล และในอนาคตเชื่อว่าถ้าจะอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 ตามโรดแมป ความร่วมมือของประชาชนเป็นสำคัญมาก ทุกมาตรการที่ออกไปต้องทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและเป็นไปได้ ขณะนี้มีการเสนอมาตรการเพื่อเปิดกิจการกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ถ้าจะควบคุมโรคให้กลายเป็น “0” ทุกคนต้องอยู่กับที่ ไม่ไปไหน ไม่เจอใคร เป็นเวลาค่อนข้างนาน การใช้ชีวิตจะกระทบกระเทือนมาก เพราะฉะนั้น เมื่อมีการเปิดให้มีการทำกิจกรรมบางอย่างที่มีความเสี่ยง จึงต้องหาวิธีลดความเสี่ยงที่ดำเนินการในขณะนี้ คือ

1. การฉีดวัคซีนในผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำกิจกรรมเสี่ยงนั้นๆ
2. การตรวจหาเชื้อเป็นระยะด้วย Antigen Test Kit (ATK)
3. มาตรการส่วนบุคคล การใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ หลายมาตรการประชาชนสามารถดำเนินการได้ดี โดยเฉพาะการใส่หน้ากากอนามัย แต่มาตรการฉีดวัคซีนก็จะมีเป้าหมายฉีดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกมาตรการใหม่ที่กำลังดำเนินการในประเทศไทยคือ การตรวจหาเชื้อด้วยตัวเองอย่างง่าย หรือ ATK ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนและการตรวจที่มากพอของ ATK ถ้าเป็นมาตรการเชิงบังคับทันที คงจะไม่สามารถทำได้และเกิดความสะดวกกับประชาชน โดยในเดือน ก.ย. จะเป็นการให้คำแนะนำและขอความร่วมมือมากกว่า แต่หลังจากคุ้นกับมาตรการนี้แล้ว ประชาชนยอมรับและทำได้ รวมถึงมีการฉีดวัคซีนและตรวจ ATK ที่มากพอ คาดว่าต้นเดือน ต.ค. จะเป็นจุดมาตรฐานที่ทุกหน่วยงานร่วมกันทำ และประชาชนให้ความร่วมมือ จะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนในการดำเนินงานต่อไป

“โดยสรุปคือมาตรการที่ออกไปในเดือน ก.ย. คงเป็นมาตรการที่ขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชน ซึ่งขณะนี้มีการประสานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมศูนย์การค้า ที่มีการหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข มาตรการที่ออกมาเป็นความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่าย ถึงแม้เราจะไม่ได้บังคับ แต่ทางสมาคมและผู้ที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะปฏิบัติตามมาตรการนี้ อย่างไรก็ตาม ช่วงปฏิบัติอาจจะมีข้อขลุกขลัก จะเป็นช่วงที่เราปรับตัวตามสถานการณ์ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน สมาคม องค์กรต่างๆ ช่วยกันดำเนินการตามมาตรการ หากมีขัดข้องก็แจ้งมา แล้วก็จะได้มีการปรับมาตรการให้สอดคล้องเหมาะสมเพื่อหลังเดือน ต.ค. ที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว เราคงจะได้มีการทำให้เรื่องนี้เป็นมาตรฐาน เป็นการใช้ชีวิตใหม่ของพวกเราทุกคน”