ก.สาธารณสุข เสนอ ศบค. ยกกระดับมาตรการ งดออกจากเคหสถาน จำกัดเดินทาง ปิดสถานที่เสี่ยง อย่างน้อย 14 วันในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่กันชน หวังคุมระบาด กทม.-ปริมณฑล

วันที่ 8 ก.ค. 2564 นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวว่า ขณะนี้ผู้ป่วย ICU มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้กระทั่งเตียงผู้ป่วยสีเขียวก็มีการใช้จำนวนมากขึ้น ฝ่ายการดูแลรักษามีภาวะเรื่องโหลดงาน กระทรวงสาธารณสุขพยายามหามาตรการให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดูแลควบคุมโรคขณะนี้ จึงได้เสนอระดับมาตรการทางสังคมต่อไปนี้

  • การจำกัดการเดินทาง อยากให้ทุกคน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ไม่ออกจากเคหสถานโดยไม่จำเป็น ยกเว้น ไปโรงพยาบาล ไปฉีดวัคซีน หรือ ไปซื้ออาหาร
  • ห้ามเดินทางข้ามจังหวัด
  • ปิดสถานที่มีความเสี่ยงทั้งหมด ยกเว้น ตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะถูกใช้ในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่กันชน เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน โดยได้เสนอศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) หรือ ศบค.ชุดเล็ก ไปแล้ว ส่วนรายละเอียดต้องรอการพิจารณา ซึ่งจะมีประชุม ศบค.ชุดใหญ่วันพรุ่งนี้ (9 ก.ค.) เพื่อลดการระบาดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อให้ระบบสาธารณสุขดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและผ่านการระบาดนี้ไปได้อย่างดีที่สุด พร้อมย้ำว่ามาตรการทั้งหมดนี้ที่ออกมา เพื่อให้ระบบสาธารณสุขสามารถขับเคลื่อนได้

ส่วนในการประชุมสถานการณ์โควิด EOC มีมติเรื่องชุดตรวจ Rapid Antigen test เข้ามาสนับสนุนการตรวจในสถานพยาบาลที่มีการขึ้นทะเบียนไว้เพื่อลดระยะเวลาในการทราบผล ทั้งนี้หากผลพบตรวจเป็นบวก จะต้องตรวจด้วยวิธี RT-PCR เพื่อยืนยันผลอีกครั้งด้วย

...

ขณะที่ในระยะถัดไป กระทรวงสาธารณสุขจะเสนอให้สามารถใช้ Rapid Antigen test ที่บ้านได้ หากยังมีประชาชนต้องการตรวจหาเชื้อโควิด-19 มากขึ้น ซึ่งการตรวจ Rapid Antigen test จะดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาตัวที่บ้านหรือ Home Isolation และ Community Isolation ซึ่งจะเป็นระบบสาธารณสุขเข้าไปดูแลติดตามในกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อที่รักษาตัวที่บ้าน

ในส่วนมาตรการบุคคล กระทรวงสาธารณสุขให้ใช้มาตรการ Bubble and seal ภายในครอบครัว หลังพบมีกาาติดเชื้อกับคนในครอบครัวมากขึ้น รวมถึงเปิดให้สถานประกอบการที่ทำงานใช้มาตรการ work from home ที่ทำงานให้ได้ร้อยละ 70 เพื่อลดการแพร่ระบาด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร จะเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้น และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง เพื่อลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิต โดนเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะเร่งฉีดภายในสัปดาห์หน้า โดยภายใน 1-2 สัปดาห์จะฉีดวัคซีนให้ได้มากกว่า 1 ล้านโดสขึ้นไป และภายในสิ้นเดือน ก.ค. คาดว่าจะสามารถฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุ และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค ให้ได้ร้อยละ 60 เพื่อลดการแพร่ระบาดโควิด-19 และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่.