กรมราชทัณฑ์ ยันสถานการณ์โควิด-19 เรือนจำทั่วประเทศดีขึ้นมาก พบรักษาหายแล้ว 91% พร้อมเตรียมส่งทีมแพทย์-เวชภัณฑ์ เร่งคุมการระบาดเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 มิ.ย.64 นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถาน (28 มิ.ย.) พบผู้ต้องขังติดเชื้อรายใหม่เพียง 10 ราย รักษาหายวันนี้ 390 ราย รวมมีผู้ต้องขังติดเชื้อที่ยังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 2,879 ราย และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

ส่วนสถานการณ์ในวันนี้ มีเรือนจำสีขาวที่ไม่พบการแพร่ระบาดจำนวนเท่าเดิม คือ 125 แห่ง ขณะที่เรือนจำสีแดงที่พบการแพร่ระบาดมี 12 แห่ง ลดลง 2 แห่ง คือ เรือนจำจังหวัดนนทบุรี และเรือนจำพิเศษธนบุรี ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้และปัจจุบันไม่มีผู้ติดเชื้อที่รักษาอยู่ในเรือนจำแล้ว สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นการติดเชื้อจากแดนในของเรือนจำสีแดง 7 ราย คือ ทัณฑสถานหญิงกลาง 3 ราย เรือนจำกลางนครปฐม 2 ราย เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร และเรือนจำกลางสงขลา แห่งละ 1 ราย ส่วนการตรวจพบเชื้อในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่มีเพียง 3 ราย ได้แก่ เรือนจำอำเภอธัญบุรี 2 ราย และเรือนจำพิเศษมีนบุรี 1 ราย โดยจำนวนผู้ป่วยรักษาหายยังคงมากกว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมรักษาหายสะสม 32,855 ราย หรือ 91% ของผู้ป่วยสะสม ทำให้วันนี้ มีผู้ติดเชื้อที่ยังคงรักษาอยู่ต่ำกว่า 3 พันรายเป็นวันแรก คือ 2,879 ราย เป็นผู้ป่วยสีเขียว 2,437 ราย หรือ 85% สีเหลือง 421 ราย หรือ 14.3% และสีแดง 21 ราย หรือ 0.7% จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมทั้งสิ้น 40 ราย หรือ 0.1% ของจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด

นายอายุตม์ กล่าวว่า ด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเร่งตรวจหาเชื้อในผู้ต้องขัง เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว โดยเบื้องต้น กรมราชทัณฑ์ ได้จัดส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์พระราชทาน พร้อมสนับสนุนยา เวชภัณฑ์ รวมทั้งบุคลลากรทางการแพทย์จากส่วนกลาง และจากเรือนจำ/ทัณฑสถานแพร่ระบาดเดิม ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วเพื่อเข้าช่วยเหลือในพื้นที่ และในส่วนของการเตรียมความพร้อมของเรือนจำฯ ได้ดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อเตรียมรองรับในกรณีที่อาจพบจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็นกลุ่มก้อน โดยคาดว่าหากสามารถคัดแยกผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยง ออกจากผู้ต้องขังกลุ่มอื่นได้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว จะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัดได้ ซึ่งต้องรอประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง.