"เสธ.ทร." ลงพื้นที่ตรวจ 2 แคมป์คนงานก่อสร้างย่านเขตบางกอกน้อย และบางกอกใหญ่ พร้อมทั้งฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานของกำลังพล ทร. เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการการควบคุมเคลื่อนย้ายแรงงานในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง ขณะที่ "หัวหน้าศปม." ส่ง ทหาร ตำรวจ จนท.กว่า 1 หมื่นนาย เข้ากำกับดูแลใน 50 เขต กทม. 575 แคมป์งานก่อสร้าง


จากกรณีที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้สั่งการให้เพิ่มมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายของประชาชนและแรงงานในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง การควบคุมแคมป์คนงานก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงานในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 27 มิ.ย.64 พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผบ.ทร. มอบหมายให้ พล.ร.อ.ธีรกุล กาญจนะ เสธ.ทร. สนับสนุนรัฐบาลตามมาตรการแก้ปัญหาโควิด-19 ตามนโยบายข้อสั่งการของกระทรวงกลาโหม ให้กองทัพเรือลงพืนที่ตรวจแคมป์คนงานก่อสร้างคอนโดมิเนียม ของบริษัทเวสท์คอนจำกัด ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์ ย่านเขตบางกอกน้อย และแคมป์คนงานก่อสร้าง บริษัทสรธัช เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ถนนเพชรเกษม เขตบางกอกใหญ่ ซึ่ง 2 แคมป์มีคนงานไทย 43 คน และคนงานต่างด้าว 504 คน

ทั้งนี้ พล.ร.อ.ธีรกุล กาญจนะ เสธ.ทร. ยังได้รับฟังการบรรยายสรุปแผนการปฏิบัติของ ทร. ที่ ศปก.ทร. และเร่งรัดการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่ ผบ.ทร.สั่งการ นอกจากนี้ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติของกำลังพลกองทัพเรือ เพื่อรับทราบการปฏิบัติโดยใกล้ชิด


ขณะที่ พล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ผบ.ทสส./หน.ศปม.) ได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงตำรวจ, กองบัญชาการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงเหล่าทัพ จัดกำลังพลร่วมสนธิและวางกำลังในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับกรุงเทพมหานครและกระทรวงสาธารณสุข โดยมีเจ้าหน้าที่รวมจำนวน 10,000 นายเศษ เข้าปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนด ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วในพื้นที่ 50 เขตของกรุงเทพมหานคร จำนวน 575 แคมป์งานก่อสร้าง

สำหรับกำลังพลที่เข้าปฏิบัติหน้าที่แต่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนนั้น จะดำเนินการฉีดวัคซีนให้โดยเร็ว โดยระหว่างนี้กำลังพลทุกนายจะปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด เช่น การสวมหน้ากากอนามัยขณะปฏิบัติภารกิจตลอดเวลา การสวมใส่เฟซชิลด์ และพกสเปรย์แอลกอฮอล์ รวมทั้งการรักษาสุขอนามัยในขณะปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ กำลังพลจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการตรวจคัดกรองโรค และกักตนเองแยกจากครอบครัวเป็นเวลา 14 วัน


ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย ขอแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจแก่กำลังพลทุกนาย ซึ่งเป็นผู้มีความทุ่มเท เสียสละ อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยมิเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แม้จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้า แต่ยังคงมีความมุ่งมั่น ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอุตสาหะเพื่อเป็นป้อมปราการหลักที่สำคัญในการดูแลพี่น้องประชาชนภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พร้อมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในการปฏิบัติตนตามมาตรการของภาครัฐอย่างเคร่งครัด และร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายในการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มขีดความสามารถเพื่อดูแลประชาชนในช่วงเวลาของการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ต่อไป.