ไลฟ์สไตล์
100 year

แพทย์สรุปแนวทางรักษาใหม่ ให้ฟาวิพิราเวียร์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 เร็วขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์
6 พ.ค. 2564 17:58 น.
SHARE

อธิบดีกรมการแพทย์ เผย สรุปแนวทางรักษาใหม่ ปรับการให้ฟาวิพิราเวียร์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 เร็วขึ้น ย้ำ จ่ายยาให้ทุกคนไม่ได้ ส่อเกิดเชื้อดื้อยา

เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 6 พ.ค. 2564 นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงข่าวที่กระทรวงสาธารณสุข ถึงแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 รวมถึงการให้ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) หลังมีกระแสข่าวที่ทำให้เกิดความสับสน ว่า ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งโรคติดเชื้อ โรคปอด มาช่วยกันระดมสมองดูผลงานการรักษาทั้ง 3 ระลอกที่มีการระบาดด้วยสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน

สรุปแนวทางการรักษาใหม่ดังนี้

  • ผู้ติดเชื้อยืนยันที่ไม่มีอาการและไม่มีโรคร่วม จะยังไม่ให้ยารักษาเฉพาะ
  • ผู้ติดเชื้อยืนยันมีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการแต่มีโรคร่วม หรือมีปัจจัยเสี่ยง นอกเหนือจากการรักษาตามอาการ สามารถให้ยาต้านไวรัส (ฟาวิพิราเวียร์) ได้ตามดุลยพินิจของแพทย์
  • ผู้ติดเชื้อยืนยันมีอาการเล็กน้อยและมีความเสี่ยง มีปอดอักเสบเล็กน้อย นอกเหนือจากให้ยาฟาวิพิราเวียร์ การให้สเตียรอยด์ในรายที่มีอาการรุนแรงจะสามารถลดอาการรุนแรงในอนาคตที่อาจจะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจได้มาก
  • ผู้ติดเชื้อยืนยัน มีอาการปอดอักเสบและความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดที่อุณหภูมิห้องน้อยกว่า 96% หรือ ปอดอักเสบรุนแรง ให้ยา Favipiravir + Lopinavir / Ritonavir ในอาการรุนแรงให้ Corticosteriod

เกณฑ์การใช้ยาต้านไวรัส โดยเฉพาะยาฟาวิพิราเวียร์ จะให้ผู้ป่วยเร็วขึ้น แต่ไม่ถึงกับให้ทุกคน เนื่องจากมีผลเสียหลายอย่าง และยาฟาวิพิราเวียร์มีอาการข้างเคียง หลายคนมีปัญหาเรื่องตับอักเสบ และหากให้ทุกคนโดยการหว่านแหไปทั้งหมดในที่สุดจะเกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้เชี่ยวชาญเป็นห่วงมาก

สำหรับ "ปัจจัยเสี่ยง" ได้แก่ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  • อายุมากกว่า 60 ปี
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมโรคปอดเรื้อรังอื่น ๆ
  • โรคไตเรื้อรัง (CKD)
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมโรคหัวใจแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดสมอง
  • เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้
  • ภาวะอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม)
  • ตับแข็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และ lymphocyte น้อยกว่า1,000 เซลล์/ลบ.มม.
  • ภาวะอื่นๆ ที่แพทย์พิจารณาว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ติดเชื้อยืนยันที่ไม่มีอาการและไม่มีโรคร่วม จะมี 80-90% ที่ไม่เปลี่ยนจากกลุ่มสีเขียว ไปเป็นเหลืองหรือแดง จึงไม่จำเป็นต้องทานยา ไม่เช่นนั้นจะเป็นการให้ยาโดยเปล่าประโยชน์

ส่วนการจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้นอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน โดยยึดหลักการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อตามมาตรฐานวิถีใหม่

1. ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการ ให้พักในโรงพยาบาล หรือสถานที่รัฐจัดให้เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน (ในจังหวัดที่มีปัญหาการบริหารเตียง อาจให้อยู่โรงพยาบาล 10 วัน และกลับไปกักตัวต่อที่บ้านอีก 4 วัน จนครบ 14 วัน นับจากวันที่ตรวจพบเชื้อ)

2. ผู้ป่วยที่อาการน้อย ให้พักในโรงพยาบาลอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันที่มีอาการ เมื่อครบหากยังมีอาการให้อยู่ในโรงพยาบาลต่อ หรือในสถานที่รัฐจัดให้จนไม่มีอาการแล้วอย่างน้อย 24 ถึง 48 ชั่วโมง จนอาการดีขึ้น (ในจังหวัดที่มีปัญหาการบริหารเตียง อาจให้อยู่โรงพยาบาล 10 วัน หากอาการดีขึ้นเป็นปกติแล้วกลับไปกักตัวต่อที่บ้านจนครบ 14 วัน นับจากวันที่มีอาการ)

นพ.สมศักดิ์ ระบุด้วยว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ 2 ล้านเม็ด กระจายไปหมดแล้ว อีก 3 ล้านเม็ดจะเข้ามาในเดือนนี้ อัตราการใช้ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 50,000 เม็ดต่อวัน ทำให้จำนวนยาทั้งหมดจะใช้ได้ประมาณ 3 เดือนกว่าๆ และจะมีการสำรองยาไว้ตลอด นอกจากนี้ ยังมีการสำรองไว้ที่โรงพยาบาลสนาม Hospitel ด้วย ซึ่งหากมีผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงแม้ไม่มีอาการก็สามารถให้ยาฟาวิพิราเวียร์ได้ พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่าเป็นการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์การระบาดปัจจุบัน.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19โควิดวันนี้ยาฟาวิพิราเวียร์Favipiravirผู้ป่วยโควิดไฮไลต์ไวรัสโคโรน่าสถานการณ์โควิดกรมการแพทย์แนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2564 เวลา 08:30 น.