ปัจจุบันคดีความผิดเกี่ยวกับ “การฟอกเงิน” ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล และส่งผลกระทบอย่างมากกับพี่น้องประชาชนขยายเป็นวงกว้าง

กลุ่มอาชญากรต่างๆได้พัฒนารูปแบบการฟอกเงินให้มีความหลากหลาย และสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทำให้ยากต่อการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และดำเนินคดีฟอกเงิน

ทั้งในส่วนการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานและฐานฟอกเงิน ซึ่งการดำเนินการทางอาญากับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินในปัจจุบันยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

นายทุนที่ “ฟอกเงิน” มีอีกมาก

เนื่องจากลักษณะคดีมีความพิเศษแตกต่างจากคดีทั่วไป ต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะ และใช้ระยะเวลาในการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเป็นเวลานาน เพราะผู้กระทำผิดเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีความรู้หรือมีฐานะในสังคม แต่ในทางปฏิบัติยังขาดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

ทำให้ดำเนินคดีล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ ขาดความเป็นเอกภาพของคดีทั้งในทางแพ่งและอาญา

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ที่เติบโตมาจากงานสืบสวนเล็งเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ให้จัดตั้ง ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปปง.ตร. โดย พล.ต.ท.สุรพล อยู่นุช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์มารับผิดชอบความผิดเกี่ยวกับคดีฟอกเงิน

เพื่อให้มีการปฏิบัติที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561–2580) ด้านความมั่นคงจากภัยคุกคามอาชญากรรมเกี่ยวกับการฟอกเงิน

ทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเกิดประสิทธิภาพ

...

ทำให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุด

การจัดตั้งศูนย์เพื่อให้การดำเนินการสืบสวนสอบสวนความผิดมูลฐาน 29 มูลฐาน ของ พ.ร.บ.ฟอกเงิน ให้ดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพในการยึดทรัพย์ต่างๆ

ศูนย์นี้จะเป็นศูนย์หลัก

ทุกกองบัญชาการจะต้องจัดตั้งศูนย์ขึ้นมารองรับ ศปปง.ตร.จะเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพที่นำมาใช้บังคับต่ออาชญากรหรือผู้กระทำผิดในรูปแบบต่างๆตามความผิดมูลฐานอย่างเด็ดขาด

ผบ.ตร.ใช้เป็นเครื่องมือจัดการกลุ่มนายทุนฟอกเงิน.

“เพลิงพยัคฆ์”
pluengpayak@thairath.co.th