ไลฟ์สไตล์
100 year

เผยข้อมูลองค์กรแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน กระสุน “ยาง” ไม่ทะลุร่างกาย แต่อันตรายถึงชีวิต

ไทยรัฐออนไลน์
21 มี.ค. 2564 12:00 น.
SHARE

การชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 และ 20 มีนาคม 2564 ถือเป็นการชุมนุมที่เจ้าหน้ารัฐเลือกใช้ "กระสุนยาง" มาควบคุมฝูงชน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งคนทั่วไป สื่อมวลชน รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ


แม้คำว่า "กระสุนยาง" จะเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ที่จริงแล้ว ตัวกระสุนมีลักษณะเป็นของแข็ง บ้างเป็นเหล็กหุ้มยาง บ้างก็เป็นพลาสติก คำเรียกที่ทางการและตรงไปตรงมามากกว่า คือ "กระสุนดัดแปลงแบบ KE" หรือ Kinetic Impact Projectiles - KIPs 

ข่าวแนะนำ


จากการศึกษาของ “องค์กรแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน” (Physicians for Human Rights หรือ PHR) ซึ่งจัดทำข้อมูลเรื่อง “ผลกระทบต่อสุขภาพจากอาวุธควบคุมฝูงชน: กรณีกระสุนดัดแปลง (กระสุนยาง)” ชี้ว่า KIPs สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บอย่างรุนแรง พิการ และเสียชีวิตได้ หากยิงในระยะไกล โดยทั่วไปมักไม่แม่นยำ อาจพลาดไปโดนผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยไม่ได้ตั้งใจ และโดนจุดสำคัญของร่างกาย หากยิงในระยะประชิด ก็มีแนวโน้มทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต


ในความเห็นขององค์กรแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน กระสุนดัดแปลงจึงไม่ใช่อาวุธที่เหมาะสมสำหรับใช้ควบคุมฝูงชน ไม่เหมาะสมจะใช้เพื่อสลายการชุมนุม


อย่างไรก็ดี กระสุนดัดแปลง (KIPs) มักถูกใช้รับมือเหตุชุมนุมทั่วโลก ย้อนกลับไปในปี 1880s สิงคโปร์ใช้กระสุนที่ทำจากไม้ยิงใส่ผู้ชุมนุม ส่วนในสหราชอาณาจักร ก็มีการพัฒนาผลิตกระสุนโดยเริ่มจากไม้ ต่อมาทำจากพลาสติกพีวีซีและยาง เพื่อนำมาใช้ควบคุมเหตุการณ์จลาจลในไอร์แลนด์เหนือ ส่วนในอเมริกา มีการใช้กระสุนยางและกระสุนพลาสติกในช่วงที่มีการประท้วงสงครามเวียดนาม ทั้งนี้ คำว่า “rubber bullet” ที่ถอดความออกมาเป็นคำว่า กระสุน “ยาง” นั้น เป็นคำที่ใช้ครั้งแรกโดยอังกฤษ ในเหตุการณ์จลาจลที่เบลฟาสต์


KIPs ทำงานโดยส่งต่อพลังงานที่เกิดจากการเคลื่อนไหว (kinetic energy) จากอาวุธไปสู่คน ออกแบบมาเพื่อเน้นสร้างความเจ็บปวด และเพื่อหยุดยั้งมิให้บุคคลกระทำการใด โดยที่กระสุนนั้นจะไม่ทะลุผ่านร่างกาย


ในทางทฤษฎี ด้วยรูปร่างและขนาดที่ใหญ่กว่า และอัตราการเคลื่อนที่ที่ช้ากว่าของ KIPs นั้น ช่วยจำกัดไม่ให้กระสุนทะลุผิวหนัง แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรูปร่างและขนาดที่ไม่ปกติ และอัตราการเคลื่อนที่ที่ช้ากว่า ทำให้ KIPs มักไม่แม่นยำ ส่งผลให้ถูกยิงโดนส่วนสำคัญของร่างกายหรือพลาดเป้าถูกผู้อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ


แม้จะเรียกกันติดปากว่า กระสุน “ยาง” แต่ที่จริงแล้ว กระสุนดัดแปลงมีหลายประเภท เช่น

  • กระสุนยางและพลาสติก มีลักษณะแข็ง เป็นทรงกลมหรือทรงกระบอก มีหลายขนาด สามารถยิงทีละนัดหรือคราวละหลายๆ นัด ตัวกระสุนทำจากยาง พลาสติก พีวีซี หรือส่วนประกอบที่มีโลหะ
  • กระสุนถุงตะกั่ว (Bean bag rounds) หัวกระสุนทำจากถุงผ้าที่บรรจุด้วยตะกั่วเม็ดเล็กๆ จำนวนมาก เมื่อยิงออกมา เม็ดตะกั่วจะแตกกระจาย ครอบคลุมพื้นที่กว้าง
  • กระสุนหัวฟองน้ำ (Sponge rounds) หัวกระสุนทำจากวัสดุที่นุ่มขึ้นเล็กน้อย เช่น โฟมแข็ง หรือหัวกระสุนที่เว้าเป็นโพรงเข้าไป ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กระสุนทะลุผิวหนัง
  • กระสุนลูกปราย (Pellet rounds) เป็นหัวกระสุนที่เมื่อยิงจะแตกออกเป็นเม็ดตะกั่ว เหล็ก หรือเม็ดพลาสติก/เม็ดยาง เล็กๆ จำนวนมาก สำหรับบางประเทศ กระสุนที่ทำจากโลหะลักษณะนี้ เช่น buckshot และ birdshot ถือเป็นอาวุธควบคุมฝูงชน


KIPs สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บที่มองไม่เห็นจากภายนอก เช่น ทำให้เนื้อเยื่อขาด กระสุนทุกชนิดสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บลักษณะนี้ แต่กระสุนเหล็กที่หุ้มด้วยยางหรือที่มีส่วนประกอบของโลหะยิ่งทำให้บาดเจ็บหนักมากขึ้นหลายเท่า

  • ดวงตา หากกระสุนยางยิ่งเข้าลูกตา โดยมากมักทำให้ดวงตาข้างนั้นบอดสนิทเนื่องจากลูกตาแตก และโครงสร้างบริเวณรอบๆ บอบช้ำ
  • ระบบการหายใจและการทำงานของหัวใจ KIPs สามารถทำให้เกิดการฟกช้ำที่ปอดหรือหัวใจ และเมื่อเกิดขึ้นบริเวณหน้าอก อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรงถึงเสียชีวิตได้ เช่น เลือดออกภายใน ภาวะที่มีลมในเยื่อหุ้มปอด หรือหัวใจวาย
  • ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก การบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อและกระดูก อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเอ็นกระดูก กล้ามเนื้อฟกช้ำ และกระดูกร้าว หากอาการบาดเจ็บอยู่ลึกเข้าไป สามารถทำให้โครงสร้างระบบประสาทเสียหายอย่างถาวร ส่งผลให้ต้องตัดอวัยวะบางส่วนทิ้ง (amputations) หรือเกิดภาวะความดันในช่องกล้ามเนื้อสูง (compartment syndrome)
  • สมอง การโดนยิงบริเวณศีรษะ อาจทำให้สมองได้รับความกระทบกระเทือน ฟกช้ำ รวมถึงเกิดอาการ เลือดออกในสมอง และกะโหลกร้าว KIPs ยังมีอานุภาพรุนแรงที่สามารถสร้างการบาดเจ็บต่อกระโหลกศีรษะ หรือลึกผ่านเข้าไปยังเยื่อหุ้มสมองได้ ส่งผลให้เกิดเลือดออกในสมอง (hemorrhage) ผลกระทบต่อเส้นประสาทไขสันหลัง (spinal cord)
  • ศีรษะและคอ โครงสร้างบริเวณใบหน้าและคอเป็นส่วนที่เปราะบางต่อการเกิดการบาดเจ็บภายใน กระดูกบริเวณใบหน้าและกะโหลก กระดูกสันหลัง และหลอดเลือดภายในลำคอ ล้วนแล้วแต่อยู่ใกล้ชิดกับผิวหนัง
  • ช่องท้อง การบาดเจ็บบริเวณช่องท้องอาจทำให้เกิดอาการเลือดออกในอวัยวะที่สำคัญ เช่น ตับ หากเกิดบริเวณไตและม้ามอาจทำให้เลือดออก ไตและม้ามฉีกขาด และกระทบระบบปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์
  • ผิวหนังและเนื้อเยื่อ KIPs สามารถทำให้เกิดการฟกช้ำของผิวหนังและเนื้อเยื่อ รวมถึงเนื้อเยื่อฉีกขาด ซึ่งอาจส่งผลให้กล้ามเนื้อและประสาทได้รับความเสียหาย รวมถึงเลือดออกภายใน


สำหรับ องค์กรแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน หรือ PHR เป็นกลุ่มที่ก่อตั้งและรวมตัวกันมานานกว่า 30 ปี ทำงานโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์การแพทย์เรียกร้องให้เกิดความตระหนักในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั่วโลก PHR ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ เมื่อปี 2540 จากการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกโจมตี ป้องกันการทรมาน บันทึกเหตุการณ์ความรุนแรง และเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ก่อเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชน


ด้าน องค์การสหประชาชาติ ก็เคยออกแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำ ซึ่งกำหนดวิธีการใช้กระสุนดัดแปลงไว้ว่า ตามหลักสากล ต้องเป็นการยิงจากกระสุนที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 10 เซนติเมตรและยิงตรงไปยังเป้า ใช้กับคนที่ก่อความรุนแรงอันจะเกิดอันตรายต่อตำรวจหรือสาธารณะ โดยให้เล็งที่ท้องส่วนล่างหรือขาเท่านั้น


ยูเอ็น ระบุว่า การยิงทีละหลายๆ นัด จะทำให้ไม่มีความแม่นยำ ขัดต่อหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน นอกจากนี้ กระสุนยางไม่ควรใช้ยิงในโหมดอัตโนมัติ ไม่ควรเล็งไปที่หัว หน้า หรือ คอ เพราะอาจทำให้กระโหลกศีรษะแตก ตาบอด หรือเสียชีวิตได้ และการยิงกระสุนลงพื้นอาจทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจยอมรับได้ เนื่องจากความไม่แม่นยำของวิถีกระสุน

อ้างอิง: PHR, OHCHR



อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระสุนยางกระสุนกระสุนดัดแปลงจลาจลสลายการชุมนุมม็อบ 20 มีนาสะพานวันชาติKIPsสนามหลวงREDEMกลุ่มรีเดมspecial contentpremium content

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564 เวลา 10:58 น.