ห้วงเวลา 6 ปีที่หายไป กับการเลือกตั้งท้องถิ่นในระบอบประชาธิปไตย มีพลังบางอย่าง ที่เติบโตขึ้น..
วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2564 ประชาชนคนไทย จะได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งท้องถิ่น "สมาชิกสภาเทศบาล" และ "นายกเทศมนตรี" อีกครั้ง หลังว่างเว้นมานาน 6 ปี
เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง อบจ. เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ที่รัฐประหารปี 2557 ไป "แช่แข็ง" กระบวนการเลือกตั้ง
แตกต่างเพียง ครั้งล่าสุดนี้ คสช. ไม่มีการปลดนักการเมืองถิ่นออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้งข้าราชการประจำทำหน้าที่แทน แต่ให้คนเดิมทำหน้าที่ต่อไป นั่งในตำแหน่งเดิม รับเงินเดือนในอัตราเดิม มาตลอดเวลา 6 ปี
ทำให้หลายคน ได้เป็นนายกเทศมนตรี ยาวนานถึงเกือบๆ 10 ปีเลยทีเดียว
กระทั่งวันที่ 1 ก.พ.2564 มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา คณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. กำหนดให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล ภายในระยะเวลา 60 วัน
เปิดรับสมัคร ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 8-12 กุมภาพันธ์ 2564 กำหนดให้มีการเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.
กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งดังนี้
นายกเทศมนตรี
1.มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง
2.สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 ม.48
กรณีสำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี
-บุคคลที่เคยเป็นกรรมการสุขาภิบาล/ กรรมการ อบต. โดยตำแหน่ง (ผู้ใหญ่บ้าน) ถือเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น
-เคยเป็นรองนายกเทศมนตรี ไม่ถือว่าเคยเป็นผู้บริหารท้องถิ่น
(บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีเห็นความว่า รองนายกเทศมนตรี มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของผู้บริหารท้องถิ่น และคำว่า ‘‘ผู้บริหารท้องถิ่น’’ ไม่หมายความรวมถึง รองนายกเทศมนตรีด้วย
สมาชิกสภาเทศบาล (กฎหมายไม่กำหนดวุฒิการศึกษา)
มาตรา 49 (3)
ผู้สมัครต้องเป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมัครรับเลือกตั้งในวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
กรณีมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันในเขตเทศบาลไม่น้อยกว่าหนึ่งปี แต่ต่อมาย้ายทะเบียนบ้านออกไปยัง อปท.อื่น แล้วย้ายกลับมาที่เดิมไม่ถึงหนึ่งปี ถือว่าขาดคุณสมบัติ
กรณีผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งหนึ่ง สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเขตเลือกตั้งอื่นในเทศบาลเดียวกันได้ ถ้ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันในเขตเทศบาลไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
เช่น นาย ก มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง ที่ 1 สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล เขตเลือกตั้งที่ 2 ได้
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 วันแรกของการรับสมัคร
มีนักการเมืองถิ่นทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า ทั้งอดีตนายก ทั้งผู้ท้าชิง ที่รอเวลาลงสนาม ลงสมัครกันอย่างคึกคัก
"บ้านใหญ่" ยังมีอยู่
ที่น่าสนใจ เช่น จ.สมุทรปราการ ฐานที่มั่นของตระกูล อัศวเหม ที่เรียกว่า ส่งใครลงก็มั่นใจได้ว่าจะนอนมา ล่าสุดกับการเลือกตั้ง อบจ. "นันทิดา แก้วบัวสาย" อดีตสะใภ้ เข้าป้ายไปด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น
เทศบาลตำบลบางปู
วันแรก มี กลุ่มบางปูยั่งยืน ที่มีนายธีรพล ชุนเจริญ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบางปู 3 สมัย เป็นหัวเรือใหญ่ ได้ หมายเลข 1
กับกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า มีนายวรพร อัศวเหม อดีตประธานสภาเทศบาลตำบลบางปู นำทัพ ได้หมายเลข 2 นำทีมผู้สมัคร ส.ท.ครบทั้ง 2 เขต ลงสู้ รับประกันการันตีโดย "บ้านใหญ่"
เทศบาลตำบลบางบ่อ
วันแรกมาแล้ว 2 ทีม กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้าพัฒนาบางบ่อ นำโดย นางสาววันดี เชยนาค อดีตสมาชิกเทศบาลตำบลบางบ่อ พร้อมลูกทีมครบ 12 คน มีสโลแกน "มองไกล ใจถึง พึ่งได้" ได้หมายเลข 1
กับ กลุ่มบางบ่อพัฒนา เจ้าของสโลแกน คือ “พร้อมทุกเมื่อ ทำเพื่อชาวบางบ่อ” นำทีมโดย นายพรชัย จินดาศักดิ์ชัย อดีตรองนายกเทศมนตรีเทศบาล ได้หมายเลข 2
อย่างไรก็ดี แม้เป็นคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง แต่เป็นที่รู้กันว่าทั้งสองทีมนี้ อยู่ภายใต้สังกัดเดียวกัน ดังนั้น ไม่ว่าทีมไหนจะคว้าชัย ทีมใดจะเพลี่ยงพล้ำ ผู้ชนะที่แท้จริงก็คือ "บ้านใหญ่"
โคราช ลูกชาย เจ๊เกียว ขอเว้นวรรคไปทำธุรกิจ
เทศบาลนครราชสีมา ผลจับสลาก หมายเลข 1 นายอัคคชา พรหมสูตร "ทีมโคราชมหานคร"
หมายเลข 2 นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรม ทีม "โคราชชาติพัฒนา"
หมายเลข 3 นายจักริน เชิดฉาย อดีตประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ทีม "โคราชเพื่อโคราช"
ส่วนนายสุรวุฒิ เชิดชัย อดีตนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา หลายสมัย และหัวหน้ากลุ่มประสานมิตรพัฒนา ประกาศขอเว้นวรรค เนื่องจากต้องไปทำธุรกิจอู่ต่อรถโดยสารของครอบครัว
ขณะที่นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรม นำทีม "โคราชชาติพัฒนา" ในสังกัด นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ลงสมัครอีกครั้ง
...
เทศบาลนครหาดใหญ่
บรรยากาศคึกคักไม่แพ้ที่อื่น มีกองเชียร์ผู้สมัคร ตามมาชูป้ายเชียร์ขวัญใจของตัวเอง ผลการจับหมายเลขผู้สมัครนายกเทศมนตรี หมายเลข 1 ได้แก่ นายณรงค์พร ณ พัทลุง, หมายเลข 2 ดร.ไพร พัฒโน, หมายเลข 3 พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี, หมายเลข 4 นายพงศักดิ์ จิโรภาส
ซึ่งหลังจากปิดรับสมัคร ในวันที่ 12 ก.พ. นี้ การหาเสียงจะเข้มขึ้นในทุกรูปแบบ
กกต.อนุญาต หาเสียงออนไลน์ เข้าถึงเป้าหมาย
ที่ผ่านมา วิธีการที่ถูกเลือกใช้ และได้ผลคือการลงพื้นที่หาเสียงของผู้สมัคร เน้นการเข้าพบปะประชาชน กราบไหว้โอบกอดทักทาย ตลอดจนการใช้รถโฆษณา ติดป้ายหาเสียง
ปัจจุบัน ช่องทาง "ออนไลน์" เป็นทางเลือกของผู้สมัคร ที่ใช้เป็น "เวทีหาเสียง" เนื่องจากสามารถเข้าถึงคนถึงทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มอาชีพ อย่างครอบคลุม และรวดเร็ว
ทั้งนี้ กกต.ได้กำหนดหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ 7 ช่องทาง ประกอบด้วย
1.เว็บไซต์ 2.โซเชียลมีเดีย 3.ยูทูบ 4.แอปพลิเคชัน 5.อีเมล 6.เอสเอ็มเอส และ 7.สื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นทุกประเภท
แต่จะต้องแจ้งรายละเอียด ช่องทาง ระยะเวลาในการหาเสียงให้ชัดเจน โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล หรือภาพถ่ายเพื่อใช้หาเสียงเลือกตั้ง..
จึงน่าจับตาว่า "สื่อสังคมสมัยใหม่" ที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่ายที่สุด จะสู้กับ อิทธิพลบารมี "บ้านใหญ่" ระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกมานานได้อย่างไร
แน่นอนว่า จะไม่ใช่แบบถอนรากถอนโคน แต่ก็น่าจะสั่นสะเทือนกันอยู่บ้าง..