ทั่วโลกรอคอยความหวัง จะมีวัคซีนใช้ในการป้องกันโควิด ปัจจุบันมีหลายบริษัททั่วโลกอยู่ระหว่างการพัฒนาวัคซีนชนิดต่างๆ โดยบริษัทไฟเซอร์ และบริษัทโมเดอร์นา ล่วงหน้าไปก่อน ในการผลิตวัคซีนที่ใช้สารสังเคราะห์ mRNA ของไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรคโควิด โดยทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ ติดตามความคืบหน้ามาอย่างต่อเนื่อง

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือไบโอเทค ในฐานะนักวิจัยด้านไวรัสวิทยา กล่าวว่า "วัคซีนโควิด" ตัวเด่นๆ ของโลก ออกมาอย่างน้อย 2 ชนิด โดยความคืบหน้าการผลิตวัคซีนของซาโนฟี่(Sanofi) สัญชาติฝรั่งเศส มีความเชี่ยวชาญผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้นำยีนส์ของโปรตีนสไปค์เข้าสู่ไวรัสของแมลง เพื่อผลิตเป็นโปรตีนสไปค์ให้ได้ในปริมาณที่สูง โดยร่วมมือกับแกล็กโซสมิธไคลน์ ของอังกฤษ ผลิตสารที่ใช้ร่วมกับโปรตีนสไปค์ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้น

เมื่อมีการทดสอบวัคซีนเฟสแรก ในอาสาสมัคร อายุ 18 - 49 ปี พบว่าไม่มีอาการรุนแรงใดๆ แต่ผู้มีอายุสูงกว่า 50 ปี พบว่าประสิทธิภาพการกระตุ้นภูมิคุ้มกันไม่ดี ซึ่งมีแผนจะทำการทดสอบวัคซีน เฟส 2 อีกรอบ ภายในเดือน ก.พ.ปีหน้า

...

ส่วนกรณีโควิดสายพันธุ์เมียนมา แตกต่างจากสายพันธ์ุเริ่มต้นจากจีน สามารถแพร่เชื้ออย่างรวดเร็วจากคนสู่คนอย่างง่ายดาย โดยมีความรุนแรงไม่ต่างกัน แม้ปริมาณไวรัสจะน้อยก็สามารถติดได้แล้ว จากเดิมคนที่ติดโควิดอาจจะต้องได้รับเชื้อไวรัสในปริมาณที่มาก แต่เนื่องจากสายพันธุ์นี้ติดง่ายป่วยไว และมีความรุนแรงน้อยกว่า เนื่องจากรับเชื้อในปริมาณน้อยลง จึงไม่ค่อยเห็นคนป่วยหนัก และพิษสงของโควิดสายพันธ์ุเมียนมา ยังสามารถทำลายปอดได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหากผู้ติดเชื้อเริ่มมีอาการมีไข้เจ็บคอ และรีบไปรักษา ทำให้ความรุนแรงไม่มาก โอกาสที่ปอดจะถูกทำลายจึงยากกว่า

ขณะที่โควิดสายพันธ์ุนี้ มีโอกาสจะกลายพันธุ์อย่างแน่นอนทั้งแบบรุนแรงน้อยและรุนแรงมาก เนื่องจากไวรัสเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามธรรมชาติ โดยกรณีเชื้อรุนแรงมาก จะไม่ค่อยแพร่กระจายรวดเร็ว เนื่องจากคนติดเชื้อป่วยหนัก ต้องนอนโรงพยาบาล ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้ แตกต่างกับเชื้อที่รุนแรงน้อย คนที่ติดเชื้อไม่รู้ตัวหรือไม่มีอาการ ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อได้ง่าย ยกเว้นคนที่รับเชื้อในปริมาณที่มาก ก็มีโอกาสเข้าไอซียู

ส่วนความหวังของชาวโลกในการมีวัคซีนป้องกันโควิด มีของไฟเซอร์ ซึ่งเป็นชนิด mRNA กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากเป็นวัคซีนเจ้าแรกของของโลกที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ แต่ถ้าวัคซีนของจีนออกมาแพร่หลายมากขึ้นในปริมาณมหาศาล จะเป็นอีกตัวเลือกซึ่งจะนำมาใช้เฉพาะในเอเชียอย่างแน่นอน ไม่ใช่ในอเมริกาและยุโรป ขณะที่ประเทศไทย สั่งซื้อวัคซีนกับทางบริษัทแอสตราเซเนกา (Aztraseneca) ซึ่งทำวิจัยและคิดค้นจากรหัสพันธุกรรมของไวรัส ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

...

ดร.อนันต์ ขยายความให้เห็นภาพวัคซีนป้องกันโควิด ชนิด mRNA เป็นชนิดเดียวกับที่ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนา โดยเป็นสารที่ฉีดเข้าร่างกายเพื่อการสร้างโปรตีนสไปค์ของไวรัส มากระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือสร้างแอนติบอดี้ต่อโปรตีนที่ mRNA สร้างขึ้นมา แต่ปัญหาเดียวกันของวัคซีนป้องกันโควิดทุกชนิดในโลก จะต้องเก็บในอุณหภูมิที่ต่ำมาก และชนิด mRNA ของไฟเซอร์ มีผลข้างเคียงบ้างในคนทั่วไปที่มีอาการแพ้ แต่ไม่รุนแรง

ในส่วนวัคซีนป้องกันโควิดของจีน เป็นไวรัส SARS-CoV-2 แต่เป็นเชื้อตาย แยกมาจากผู้ป่วยนำมาเพิ่มปริมาณในเซลล์เพาะเลี้ยงให้มีปริมาณสูง และมีการนำไวรัสไปใส่สารเคมีจนเหลือแต่เปลือก ให้ไปต่อไม่ได้ เพื่อไม่ให้คนที่ติดเชื้อโควิดแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้อีก นั่นหมายความว่าจะเอาเชื้อไปติดใครไม่ได้อีกแล้ว และคิดว่าวัคซีนของจีนมีข้อดีในเรื่องความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงประสิทธิภาพมีมากถึง 86% อีกทั้งใช้เทคโนโลยีไม่ยุ่งยาก ทำให้สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง

เหตุผลที่ไทยไม่ได้สั่งวัคซีนจากจีน เนื่องจากรัฐบาลต้องการผลิตเองในไทย แต่เทคโนโลยีของจีนไม่สามารถทำได้ในไทย เพราะโรงงานผลิตไม่ดีพอในการเลี้ยงไวรัสอันตรายในจำนวนมากๆ ก่อนทำวัคซีน จึงมีความเสี่ยงสูงที่ไวรัสจะหลุดออกมา โดยวัคซีนชนิดนี้ นอกจากจีนผลิตมีทั้งหมด 3 โรงงาน ยังมีอินเดียอีกแห่ง

...

“อีกอย่างรัฐบาลไทย อยากได้อะไรแบบจับต้องได้ไวๆ จึงสั่งซื้อจากแอสตราเซเนกา หวังว่า ไวรัสโควิด จะไม่กลายพันธุ์ในเวลาอันรวดเร็ว ก่อนที่วัคซีนจะมาถึงไทย และคิดว่าไวรัสอาจปรับตัวกลายพันธ์ุช้าก็ได้ แต่ถ้ากลายพันธุ์เร็ว ก็น่าจะตัวใครตัวมัน เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนมาไหน จะต้องระมัดระวังป้องกันตัวให้มากๆ”.