เหตุสยองกลางเมืองอุดรธานี เมื่อหนุ่มคลุ้มคลั่งวัย 31 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์ใช้มีดจ้วงแทงผู้คนในพื้นที่หลายจุด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้นในสังคมไทย และอาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต จากหลายๆ ปัจจัย ทำให้ทุกวันนี้สังคมอยู่ยากมากขึ้น
จากการวิเคราะห์ของ "ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล" ประธานหลักสูตรปริญญาเอกนานาชาติ ด้านอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับ "ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์" ว่า ชายหนุ่มผู้ก่อเหตุ "แทงคน" กลางเมืองอุดรธานี น่าจะมีอะไรลึกๆ ในจิตใจ เกิดความเก็บกดในบางเรื่องกับการใช้ชีวิต จึงแสดงออกด้วยการกระทำรุนแรงกับผู้คน ซึ่งมีลักษณะพฤติกรรมคล้ายกับการจ้วงคอฆ่าสัตว์ในโรงเชือดอย่างเยือกเย็น แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเริ่มเปลี่ยน เหมือนกับสังคมในต่างประเทศที่ผู้คนอาจไม่ป่วยทางจิต แต่จิตใจเริ่มมีการเบี่ยงเบน จากความกดดันในชีวิต
“บางคนทะเลาะกับทางบ้าน มีความกดดันในหลายๆ เรื่อง จนเกิดการสะสม กระทั่งเลยเส้นไป นำไปสู่การก่อเหตุรุนแรงแบบไม่ยั้งคิด จิตใจเตลิดไปแล้วจากความเก็บกดเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่รู้จักวิธีแก้ปัญหา เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ จะหันมาใช้วิธีรุนแรงด้วยการระเบิดอารมณ์ขึ้นมา แลกกับความสะใจ และคนลักษณะนี้มีในสังคมเยอะมาก บางคนเก็บกดแล้วเงียบ ตรงนี้น่ากลัวมาก เพราะคนรอบข้างสังเกตได้ยากมากกว่าบางคนที่ระบายอารมณ์ออกมาให้เห็นชัดเจน”
...
จากการศึกษาที่ลงลึกไปอีก พบว่าคนที่มีความเก็บกดจะเหมือนคนติดยาเสพติด หาทางออกไม่ได้ สุดท้ายจะแสดงออกด้วยวิธีรุนแรงในลักษณะซ้ำๆ อยู่เป็นจำนวนมาก และไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ซึ่งต่อไปในอนาคตจะเห็นคนในสังคมเจ็บป่วย จากการเสพยามากขึ้นเหมือนสังคมอเมริกัน จนเกิดภาพหลอนสูญเสียระบบประสาท ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และสังคมไทยจะเกิดเหตุเหมือนกรณีแทงคนกลางเมืองอุดรธานี แบบนี้ซ้ำๆ ในอนาคต และเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในไทย เช่นเดียวกับประเทศที่เจริญแล้วก็มีการก่อเหตุรุนแรงเป็นจำนวนมาก
ส่วนวิธีรับมือคิดว่าถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรวางแผนในการเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย โดยนำกรณีตัวอย่างในอดีตของสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเคยเกิดเรื่องในลักษณะนี้มาแล้วมาศึกษา นำมาสู่การวางแผนจัดหลักสูตรตั้งแต่วัยเด็ก เช่น จัดกิจกรรมให้เด็กเดินป่า ให้รู้จักการช่วยเหลือกันและกัน เพราะต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังขาดกิจกรรมในการบ่มเพาะให้คนรู้จักการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน จะต้องไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และเมื่อเด็กทำดีต้องได้รับคำชื่นชม ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรมระหว่างครูกับนักเรียน ซึ่งปัจจุบันขาดความสัมพันธ์ระหว่างกัน
“สังคมไทยเมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา จะให้ความสนใจเพียงชั่วขณะ แล้วก็ปล่อยไป ไม่แก้ไขจริงจัง และในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมีคนก่อเหตุรุนแรงสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยคนจะไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีในสิ่งที่กระทำ ท้ายสุดสังคมจะโทษและโยนความผิดให้คนกระทำเพียงผู้เดียว ทั้งๆ ที่พวกเขาน่าสงสาร ไม่มีคนเข้ามาช่วยแก้ปัญหาชีวิต หรือสอนให้รู้จักวิธีแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง”.