ขณะนี้คนไทยต่างวิตกกังวล เกรงว่าโควิดจะกลับมาระบาดหนักภายในประเทศอีกครั้ง ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อในประเทศแล้ว 2 คน หลังกลุ่มสาวไทยทำงานในสถานบันเทิงประเทศเมียนมา นำเชื้อข้ามฝั่งมาไทย โดยส่วนหนึ่งลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย และเดินทางไปหลายพื้นที่ อาจมีความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
แม้ที่ผ่านมารัฐบาลทุ่มงบ 6 พันกว่าล้านบาท สั่งจองซื้อวัคซีน จำนวน 26 ล้านโดส กับบริษัทแอสตร้าเซเนก้า จำกัด และคาดว่าคนไทยจะได้รับวัคซีน ประมาณกลางปี 2564 แต่กว่าวัคซีนจะเข้ามาใช้ในการป้องกันโควิด ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าสถานการณ์ในประเทศจะเป็นอย่างไร นับแต่นี้
“ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” พูดคุยถึงความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนป้องกัน "โควิด" เมดอินไทยแลนด์ กับ “ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา” ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ในฐานะนักวิจัยด้านไวรัสวิทยา ซึ่งทุ่มเทกำลังกายกำลังใจอย่างเต็มที่ร่วมกับทีมงานสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ในการศึกษาวิจัยหาแนวทางป้องกันเชื้อโควิด มาเป็นเวลา 11 เดือน นับตั้งแต่โควิดเกิดขึ้นในโลก จากประสบการณ์ที่เคยศึกษาโคโรนาไวรัสในสุกร มานานกว่า 10 ปี
“ดร.อนันต์” เล่าว่า ได้เริ่มสังเคราะห์ยีนส์ไวรัสอู่ฮั่น จากองค์ความรู้ที่ได้มาจากจีน โดยพูดคุยกับนักวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อทำวัคซีนให้กับประเทศ สู่การตกผลึกจากความเชี่ยวชาญในการทำวัคซีนหลายๆ แพลตฟอร์ม เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ จนมาพบว่ามี 3 ชนิดมีคุณสมบัติพอๆ กัน แต่ยังตอบไม่ได้ว่าชนิดใดดีที่สุด เพราะอยู่ระหว่างการรอทดลองอีกครั้ง
...
สำหรับการทดลองเริ่มจากชนิดแรกอะดิโนไวรัส (Adenovirus) ชนิดเดียวกับของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ร่วมมือกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า รวมถึงบริษัทไฟเซอร์ และบริษัทโมเดอร์นา ซึ่งนำเชื้อมาจากลิงชิมแปนซี แต่ของไทยเหมือนประเทศจีน โดยนำเชื้อมาจากคน จนพบว่าผลการทดสอบทางเทคโนโลยีออกมาดี
ส่วนชนิดที่สอง ยังไม่มีประเทศใดในโลกทำมาก่อน ถือเป็นเมดอินไทยแลนด์ มีการเริ่มทำมาตั้งแต่อินฟลูเอนซา วัคซีน ป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นไวรัสที่ติดต่อกันทางลมหายใจ โดยทำพันธุกรรมไวรัสเข้าฉีดหรือหยอดเข้าโพรงจมูกคน ในการสร้างโปรตีนไปจนถึงปอด และหนึ่งในนั้นเป็นโปรตีนโควิด ในการสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นอีกเทคโนโลยีที่น่าสนใจที่สุด
อีกชนิดเป็นการนำโปรตีนจากไข้หวัดใหญ่ M1 มารวมกับโปรตีนสไปค์ (Spike) ของไวรัสซาร์ส-ซีโอวีทู โดยมีหน้าตาคล้ายไวรัส เมื่อฉีดเข้าร่างกาย จะสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี เพราะจากการทดลองในหนู พบว่ามีข้อดีในเรื่องความปลอดภัย แม้การกระตุ้นอาจไม่ดีเท่ากันก็ตาม ซึ่งมีความน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากเทคโนโลยีไม่มีความสลับซับซ้อน หากบริษัทยาในไทยสนใจก็สามารถทำได้
“ชนิดที่ 1 และ 2 เป็นไวรัสทั้งคู่ โดยการนำไวรัสเข้าร่างกาย แต่หากคนมีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น คนแก่ อาจสร้างความกังวล เกรงว่าไม่ปลอดภัย ต้องรอผลทดสอบยืนยันอีกครั้ง ด้วยการใส่โควิดเข้าไปเพื่อดูอาการ ต้องทำในห้องทดลองของมหาวิทยาลัยมหิดล คาดว่าประมาณกลางเดือนธันวานี้ จะทำอินฟลูเอนซา วัคซีน เสร็จได้ก่อน และจะทดลองกับหนูแฮมเตอร์ ที่นำมาจากจีน"
พร้อมคาดว่า หลังปีใหม่จะทราบว่าสามารถป้องกันโควิดได้หรือไม่ โดยเฉพาะความสามารถในการป้องกันไม่ให้โควิดแพร่เชื้อ เป็นเทคโนโลยีป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่จมูก ที่ในโลกยังทำไม่ได้ เพราะทำได้แค่การป้องกันโควิด แต่ของไทยจะหาวิธีป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย อย่างน้อย 80% ต้องตัดตอน ไม่ให้คนติดโควิดแพร่เชื้อ โดยใช้อินฟลู หยอดจมูก”
“ดร.อนันต์” ยอมรับว่า สิ่งที่ศึกษาวิจัยและกว่าจะประสบความสำเร็จต้องใช้เงินก้อนใหญ่ และที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้สนับสนุนในการทำวัคซีน จากเดิมที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติเคยผลักดันมาก่อน แต่ขณะนี้หายเงียบ อาจไปทุ่มเทกับการจองวัคซีนกับบริษัทแอสตร้าเซเนก้า หากทำได้ก็เป็นความโชคดีของไทย แต่วัคซีนตัวนี้ เป็นวัคซีนที่ฉีดครั้งเดียว เกรงว่าหากไวรัสโควิดกลายพันธุ์ จะไม่สามารถฉีดซ้ำได้ ถือเป็นข้อเสียของอะดิโนไวรัส เนื่องจากโควิดยังคงต้องอยู่กับเราอีกนาน
...
นอกจากนี้ มองว่าวัคซีนที่สั่งจอง อาจไม่มาถึงไทยในช่วงเวลา 5-6 เดือนข้างหน้า แต่อาจยาวนานไปกว่านี้ เนื่องจากอังกฤษยังต้องใช้เวลาในการยื่นขอคณะกรรมการอาหารและยา ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนขอคณะกรรมการอาหารและยาของไทย และยิ่งขณะนี้โควิดกำลังใกล้ตัวคนไทยเข้าไปอีก กว่าวัคซีนจะเข้ามาไทย และในฐานะนักวิจัย ก็ต้องขอบอกว่าที่ผ่านมาทำดีที่สุดในไม้ผลัดแรก จนกระทั่งมาไม้ผลัดที่สองกลายเป็นว่าขณะนี้เราไม่ได้วิ่ง ทำให้วิ่งไม่ทันเขา เนื่องจากไทยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ เพราะหากวัคซีนมาถึงไทย อาจช้าเกินไป จนประสิทธิภาพลดลง เนื่องจากโควิดกลายพันธุ์ จากคนติดเชื้อติดๆ กัน และเมื่อวัคซีนเข้ามา ก็อาจจะสายไปเพราะโควิดปรับตัวจนกลายพันธุ์ไปแล้ว
“หากจะให้ทำวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดจากพม่า ก็สามารถทำได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีคนสนใจ และขณะนี้ในช่วงหน้าหนาว อากาศชื้นจะเป็นช่วงที่ไวรัสติดต่อได้ไวมาก และอยู่ในอากาศได้ค่อนข้างนาน แม้บางคนติดเชื้ออาจไม่มีอาการ แต่สามารถเป็นพาหะในการแพร่เชื้อได้ หากมีการแพร่เชื้อในประเทศจะน่ากลัวมาก คิดว่าเคสสิงห์บุรี น่าจะติดเชื้อจากเที่ยวงานฟาร์มเฟส ถือเป็นเคสที่น่ากลัว ไม่น่าจะติดเชื้อขณะขึ้นเครื่องบิน เพราะมีการเว้นระยะห่าง”.
...