ไลฟ์สไตล์
100 year

สธ. แจงความพร้อมจัดหาวัคซีนโควิด แต่ยังขอประชาชนร่วมมือทำตามมาตรการหลัก

ไทยรัฐออนไลน์3 ธ.ค. 2563 17:45 น.
SHARE

สธ. แจงความพร้อมตอบข้อสงสัยการจัดหาวัคซีนโควิด-19 วอนประชาชนเชื่อมั่นไทย แต่ยังขอร่วมมือทำตาม 3 มาตรการหลัก สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง

วันที่ 3 ธ.ค. 2563 นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมกันแถลงข่าวประเด็นข้อสงสัยการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ศูนย์แถลงข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข

ข่าวแนะนำ

นายแพทย์เกียรติภูมิ กล่าวว่า รัฐบาลได้เร่งจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประชาชน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาการจองและซื้อวัคซีนโควิด-19 กับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ทำให้คนไทยจะได้รับวัคซีนโควิด-19 ประมาณกลางปี 2564 ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมระบบบริหารจัดการรองรับเพื่อให้คนไทยโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงได้รับวัคซีนตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งประเทศไทยมีประสบการณ์ดำเนินงานแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมามากกว่า 30 ปี จนได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นประเทศต้นแบบในการศึกษาดูงานด้านวัคซีน โดยมีคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิชาการกำหนดทิศทางบริหารจัดการ มีระบบอำนวยการ ประเมินผล และระบบการติดตามดูแลอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังจากการรับวัคซีน การขนส่งมีระบบรักษาความเย็น (Cold Chain) ที่ทำได้ดีมาก ที่ผ่านมาไม่เคยพบการฉีดวัคซีนปลอม หรือนำน้ำเกลือมาฉีดแทน ขณะที่การลงไปฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องทำงานอย่างหนักในการเตรียมความพร้อมให้ความรู้บุคลากร ทำความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่ และติดตามเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าเราทำอย่างดีที่สุด ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีการให้วัคซีนขนาดใหญ่ทั่วประเทศมาแล้ว เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ จำนวน 22 ล้านเข็ม ทำให้สามารถกำจัดโรคคอตีบจนไม่เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ หรือโรคโปลิโอที่เคยเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขอย่างมากถูกกวาดล้างไป วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกช่วยลดอัตราเสียชีวิตปีละ 7,000 ราย หรือวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องปีละ 4 ล้านโดสต่อปี ช่วยลดความรุนแรงและการเสียชีวิตในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ ภูมิคุ้มกันต่ำ แต่การป้องกันได้ ไม่ได้เกิดจากวัคซีนเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยมาตรการป้องกันส่วนบุคคลด้วย ได้แก่ การเว้นระยะห่าง การสวมหน้ากาก การล้างมือ และการตรวจรักษาที่รวดเร็ว”

ทางด้าน นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เป็นหน่วยงานหลักในการหาข้อมูลและความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้แก่คนไทยไม่ช้ากว่าประเทศอื่น ตั้งเป้าให้ครอบคลุมร้อยละ 50 ของประชากร ซึ่งการลงนามร่วมกับแอสตร้าเซนเนก้า จะได้วัคซีนครอบคลุมประมาณร้อยละ 20 ของประชากร คือ 13 ล้านคน จำนวน 26 ล้านโดส ซึ่งเป็นการจองซื้อบนเงื่อนไขการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมาด้วย ส่วน COVAX Facility ขณะนี้ยังไม่มีการทำสัญญา อยู่ระหว่างการเจรจา ตั้งเป้าให้ได้วัคซีนครอบคลุมอีกร้อยละ 20 ของประชากร สำหรับร้อยละ 10 ของประชากรที่เหลือ จะพยายามประสานบริษัทผู้ผลิตวัคซีนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ยังคงสนับสนุนผู้พัฒนาวัคซีนภายในประเทศไทยด้วย

นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวต่ออีกว่า วัคซีนโควิด-19 ที่จะร่วมผลิตกับแอสตร้าเซนเนก้า มีแผนดำเนินงานร่วมกันชัดเจน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับการฉีดวัคซีน ไม่มีการนำวัคซีนไปใช้ในเหตุผลอื่นที่ไม่ได้กำหนดแน่นอน และมีการควบคุมไม่ให้วัคซีนเกิดปัญหา เช่น การนำน้ำหรือน้ำเกลือมาสับเปลี่ยน แล้วนำวัคซีนจริงไปขาย ซึ่งก็คงไม่สามารถนำไปขายได้ เนื่องจากประชาชนทราบว่าวัคซีนนี้ดำเนินการและใช้งบประมาณภาครัฐ โดยฉีดให้แก่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ โดยไม่คิดมูลค่า อย่างไรก็ตาม อาจมีภาคเอกชนที่จัดหาวัคซีนเข้ามาดำเนินการขายเอง ส่วนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ซึ่งภาครัฐจะควบคุมคุณภาพมาตรฐาน โดยภาคเอกชนต้องนำวัคซีนมาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบคุณภาพ

ขณะที่ นายแพทย์โอภาส ระบุเพิ่มเติมว่า การเตรียมความพร้อมการรณรงค์ให้วัคซีนโควิด-19 มี 6 ด้าน ดังนี้

1. การเตรียมวัคซีนโควิด-19 เช่น การทำสัญญาซื้อขาย จัดทำของบประมาณ จัดซื้อวัคซีน พัฒนาระบบการเบิกจ่ายและบริหารวัคซีน การเตรียมขึ้นทะเบียนวัคซีน และตรวจสอบคุณภาพ Lot Release

2. การเตรียมสถานพยาบาล ทั้งอุปกรณ์สำหรับการฉีด ระบบลูกโซ่ความเย็น ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และสำรวจกลุ่มเป้าหมายและลงทะเบียนกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งการพิจารณากลุ่มเป้าหมายหลัก จะเป็นกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้ป่วย กลุ่มที่ติดเชื้อแล้วเสี่ยงเสียชีวิตสูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือกลุ่มที่มีโอกาสแพร่กระจายสูง โดยมีคณะกรรมการพิจารณา ไม่ขึ้นกับคนใดคนหนึ่งมาสั่งการได้

3. สื่อสารประชาชนให้เข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายใดที่ควรรับวัคซีน ให้ความรู้ประชาชนเรื่องวัคซีนก่อนรับบริการ ประกาศรณรงค์

4. การรณรงค์ฉีดวัคซีน โดยจัดส่งไปยังหน่วยบริการทุกแห่ง ซึ่งมีองค์การเภสัชกรรมดำเนินการจัดส่งวัคซีนตามปกติอยู่แล้ว นัดหมายประชาชนกลุ่มเสี่ยงมารับวัคซีน โดยอาจฉีดในสถานพยาบาลหรือเข้าไปฉีดในชุมชน พร้อมรายงานและติดตามผลการให้บริการ

5. การติดตามผลการให้วัคซีน โดยมีการติดตามผลเป็นรายสถานพยาบาลและรายสัปดาห์ กำหนดเป้าหมายการให้บริการมากกว่า 90% หารือแนวทางให้วัคซีนเพิ่มเติมในพื้นที่เข้าถึงยาก

6. ติดตามอาการหลังได้รับวัคซีน ซึ่งจะมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมาทบทวน.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19วัคซีนโควิดวัคซีนโควิด-19วัคซีนป้องกันโควิด-19กระทรวงสาธารณสุขสวมหน้ากากอนามัยเว้นระยะห่าง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 28 มกราคม 2564 เวลา 15:33 น.