- เป็นที่สนใจไปทั่วโลก เมื่อสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันพุธว่า นางไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต นักวิชาการชาวออสเตรเลีย เชื้อสายอังกฤษ ในฐานะนักโทษข้อหาจารกรรม ได้รับอิสรภาพถูกปล่อยตัวจากคุกในอิหร่าน เพื่อแลกกับการปล่อยตัวนักโทษชาวอิหร่าน 3 คน ซึ่งถูกคุมขังในต่างแดน
- จากการกล่าวอ้างของสำนักข่าวต่างประเทศ ยืนยันว่า นักโทษชาวอิหร่านทั้ง 3 คน ถูกคุมขังในเรือนจำของไทยได้รับการปล่อยตัว เป็นผู้ต้องหาคดีระเบิดกลางกรุง ภายในซอยสุขุมวิท 71 เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ปี 2555 สืบเนื่องจากประกอบระเบิดแสวงเครื่องผิดพลาด โดยหนึ่งในนั้นขาขาด ส่วนอีกคนถูกจับกุมขณะเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ และคนที่ 3 ถูกทางการมาเลเซียควบคุมตัว ถูกส่งมาดำเนินคดีในไทย
โมฮัมหมัด คาไซ ถูกจับกุมตัวที่สนามบิน - ต่อมาทางกรมราชทัณฑ์ของไทย ออกมายอมรับมีการส่งตัวนายมาซูด เซดากาตซาเดห์ และนายซาอิด โมราดี กลับไปรับโทษที่ประเทศอิหร่าน ขณะที่นายโมฮัมหมัด คาไซ ได้รับพระราชทานอภัยโทษไปตั้งแต่เดือน ส.ค. แต่ปฏิเสธที่จะชี้แจงมีการเชื่อมโยงกับการเจรจาปล่อยตัวนางกิลเบิร์ต หรือไม่ โดยก่อนหน้านั้นรัฐบาลออสเตรเลีย ใช้ความพยายามตลอด 2 ปี เรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านปล่อยตัวนางกิลเบิร์ต จนได้รับอิสรภาพในที่สุด
- นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แถลงว่า ไทยมีสนธิสัญญาโอนตัวนักโทษเด็ดขาดระหว่างประเทศ รวมทั้งหมด 38 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศอิหร่าน โดยหลักการโอนตัวไม่เหมือนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และต้องเป็นความยินยอมของทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ต้องโทษ ประเทศผู้รับโอน และประเทศผู้โอน ภายใต้ พ.ร.บ.การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดําเนินการตามคําพิพากษาคดีอาญา โดยกระทรวงการต่างประเทศ ต้องส่งเรื่องมาที่กรมราชทัณฑ์ เพื่อการพิจารณา
- จากข้อมูลพบว่า พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 ไม่ปรากฏว่าไทยมีสนธิสัญญาในระดับทวิภาคีกับอิหร่าน แต่มีสนธิสัญญากับประเทศออสเตรเลีย และเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ระหว่างการประชุมอาเซียน นายสกอตต์ มอร์ริสสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประกาศยกระดับความสัมพันธ์ออสเตรเลีย-ไทย สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
- ที่ผ่านมาไทยมีสนธิสัญญาโอนตัวนักโทษเด็ดขาดระหว่างประเทศ กับอิหร่าน มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2554 ทำให้ทางการไทยโอนตัวนักโทษชาวอิหร่าน ซึ่งต้องได้รับโทษในระยะเวลาที่เหมาะสม จึงจะสามารถโอนตัวกลับประเทศบ้านเกิดได้ ซึ่งปัจจุบันมีการโอนตัวนักโทษระหว่างไทย-อิหร่านไปแล้ว 142 คน
สภาพบ้านเช่า ซอยปรีดีพนมยงค์ 31 พังยับจากแรงระเบิดปี 2555 - สำหรับเหตุการณ์ระเบิดกลางกรุง ปี 2555 เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายในวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ. มีเสียงระเบิดตูมดังสนั่น ภายในบ้านเลขที่ 66 ซอยปรีดีพนมยงค์ 31 ถนนสุขุมวิท 71 ซึ่งชาวอิหร่านทั้ง 3 คนเช่าไว้ และเกิดอุบัติเหตุขณะประกอบระเบิดซีโฟร์ เพื่อเตรียมก่อการร้ายบางอย่าง จากนั้นในเวลาไล่เลี่ยกัน มีเสียงดังสนั่นอีกระลอกบริเวณบ้านเลขที่ 144 และหน้าโรงเรียนเกษมพิทยา
- เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้นายซาอิด โมราดี ขาขาด 2 ข้าง จากการถูกแรงระเบิด ขณะพยายามหลบหนีโยนระเบิดใส่ตำรวจ แต่ลูกระเบิดกลับลื่นหลุดจากมือ ต่อมาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ข้อหาพยายามฆ่าคนตาย ส่วนนายโมฮัมหมัด คาไซ ถูกจับกุมตัวที่สนามบินและถูกตัดสินจำคุก 15 ปี และนายมาซูด เซดากาตซาเดห์ หลบหนีไปมาเลเซีย ถูกจับส่งตัวมาดำเนินคดีในไทย
- ส่วนนางไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต นักวิชาการชาวออสเตรเลีย เชื้อสายอังกฤษ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น เดินทางไปอิหร่านในปี 2561 เพื่อร่วมสัมมนา โดยใช้พาสปอร์ตออสเตรเลีย ก่อนโดนควบคุมตัวที่สนามบินกรุงเตหะราน ถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับ ซึ่งเธอปฏิเสธมาตลอด ไม่ได้ทำงานให้กับองค์กรลับของประเทศใด
...
"ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู" ผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อดีตอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า เป็นสิ่งที่น่าแปลกใจที่ไทยส่งตัวนักโทษชาวอิหร่าน ในเวลาไล่เลี่ยกับที่อิหร่าน ปล่อยตัวนางไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต นักวิชาการชาวออสเตรเลีย เชื้อสายอังกฤษ ซึ่งทั้ง 2 กรณีไม่แน่ใจจะมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ อีกทั้งออสเตรเลีย ไม่มีการส่งตัวนักโทษชาวอิหร่าน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนใดๆ จึงอาจเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ที่ออสเตรเลีย ขอความร่วมมือจากไทย เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน โดยทางการไทยต้องออกมาชี้แจงในเรื่องนี้
“ทำให้ขณะนี้ได้แต่ตั้งข้อสังเกตเท่านั้น หรือไทย ต้องการเอาใจออสซี่ เพราะเพิ่งไม่นานนี้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ออสเตรเลียได้ยกระดับยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ ในการร่วมมือด้านความมั่งคงและการค้ากับไทย โดยออสเตรเลีย รู้ว่าไทยมีนักโทษอิหร่าน ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่เข้าใจว่าไทยจะได้อะไรจากออสเตรเลียที่ได้ประโยชน์จากการปล่อยนางกิลเบิร์ต อาจมีการยื่นหมูยื่นแมวอะไรบางอย่าง และเอาไปโยงกับประเทศที่สาม”
นอกจากนี้ยังมองว่า การที่ไทยส่งตัวนักโทษชาวอิหร่าน ทำให้ไทยได้รับการสนองตอบที่ดี จนได้รับผลประโยชน์จากการส่งออกข้าว ภายหลังอิหร่านถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ หรือมองอีกมุม ทำให้ไทยได้ประโยชน์ 2 ทางจากทั้ง 2 ประเทศ แต่การตั้งข้อสังเกตของหลายฝ่ายโดยเชื่อมโยงการส่งตัวนักโทษชาวอิหร่าน กับการประชุมสุดยอดอาเซียน มีการยกระดับยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยและออสเตรเลีย ก็มีเหตุผล ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงทางการของไทยอาจไม่ออกมายืนยัน เพราะไม่ต้องการให้รู้ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องไม่จริง ก็อาจออกมาปฏิเสธก็ได้
...
อย่างไรก็ตาม จากส่ิงที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน คาดว่าผู้ตัดสินใจคงต้องคิดพิจารณา เพื่อให้ไทยสมควรได้ประโยชน์อะไรบางอย่าง คงไม่ตัดสินใจโดยไม่คิดอะไร โดยเฉพาะความคุ้มค่าที่จะได้รับผลประโยชน์จากการยกระดับยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ ในการร่วมมือด้านความมั่นคงและการค้ากับออสเตรเลีย.