อุทธรณ์คุก 20 ปี "พนม ศรศิลป์” อดีตผอ.พศ. ให้ร่วมกันชดใช้อีก 12 ล้านบาท

ข่าว

อุทธรณ์คุก 20 ปี "พนม ศรศิลป์” อดีตผอ.พศ. ให้ร่วมกันชดใช้อีก 12 ล้านบาท

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

21 พ.ย. 2563 05:01 น.

ศาลทุจริตและประพฤติมิชอบอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น จำคุก “พนม ศรศิลป์” อดีต ผอ.พศ. และ “วสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์” อดีต ผอ.ส่วนบูรณะฯ คนละ 20 ปี ส่วนลูกน้องอีก 2 คน โดน 6 ปี 8 เดือน และ 1 ปี 8 เดือน และให้ร่วมกันชดใช้เงินรวม 12 ล้านบาท ถ้าจำเลยจะฎีกาต้องยื่นขออนุญาตฎีกา หลังศาลอุทธรณ์แผนกคดีอาญาทุจริตฯมีคำพิพากษาภายใน 1 เดือน

กรณีศาลแผนกคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ มีคำพิพากษาคดีอัยการฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายเจษฎา วงศ์เมฆ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อหาวัด และนายชรินทร์ มิ่งขวัญ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อวัด เป็นจำเลยที่ 1-4 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.253/ 2561 คดีหมายเลขแดงที่ อท.251/2562 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือกรณีเบียดบังเอาเงินของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือกระทำความผิด รับโอนเงินงบประมาณที่เบียดบังไปจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 จำนวน 6 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน และให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 12,000,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมใช้เงินกับจำเลยที่ 1-3 จำนวน 3 ล้านบาทแก่ผู้เสียหาย

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 20 พ.ย. ผู้สื่อข่าวตรวจสอบพบว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ มีคำพิพากษาคดีเงินทอนวัดคดีนี้ไปเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ว่า เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกเป็นผู้ร่วมคบคิดกันกระทำความผิด เพราะกระทำการดังกล่าวเป็นเครือข่ายระหว่างข้าราชการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับบุคคลภายนอก ลักษณะกระทำการใดๆเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความสะดวกในการกระทำความผิด และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันทั้งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันของจำเลยทั้งสี่กับพวก เป็นเครือข่ายและขบวนการในการกระทำความผิด เบียดบังยักยอกเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และ 2 ฟังไม่ขึ้น

ศาลเห็นว่าการกระทำผิดเป็นกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่าจำเลยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบพบมูลทุจริตในกลอุบายหลอกลวงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ วัดมุขธาราราม วัดท่าพญา วัดนาวง และวัดปากเจาพัฒนาราม คนละวันเวลาและสถานที่แตกต่างกัน เพียงพอนับว่าเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียวรวม 4 กระทง ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีนี้หากจำเลยจะยื่นฎีกาต้องยื่นฎีกาลักษณะขออนุญาตฎีกาตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 42 กำหนดว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุด หากคู่ความประสงค์จะฎีกา ต้องปฏิบัติตามมาตรา 44 กำหนดให้ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาภายใน 1 เดือน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1ข่าววันนี้พนม ศรศิลป์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทุจริตเงินทอนวัดคดีเงินทอนวัดจำคุก 20 ปีข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
Sonp logo
inet logo
วันพฤหัสที่ 16 กันยายน 2564 เวลา 04:38 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์