ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    โควิดยังไม่หมดจากไทย เสี่ยงระบาดรอบ 2 รุนแรง หมอธีระวัฒน์ แฉความจริงเรื่องวัคซีน

    ไทยรัฐออนไลน์4 ก.ย. 2563 19:54 น.
    SHARE

    ต้องออกมาเตือนย้ำอีกรอบ คนไทยอย่าการ์ดตกเด็ดขาด เพราะเกิดขึ้นแล้วเมื่อผู้ต้องขังชายอยู่ระหว่างกักกันตัว 14 วัน ก่อนเข้าทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง พบติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และก่อนหน้านี้มีอาชีพดีเจ ตระเวนไปทำงานในสถานบันเทิงหลายแห่งในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล รวมถึงไปสถานที่ต่างๆ โดยไม่เคยมีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ สรุปว่าชายคนนี้ติดเชื้อภายในประเทศ จนเกิดคำถามแล้วติดมาจากใคร แสดงให้เห็นว่าไทยยังไม่ปลอดเชื้อโควิด

    • เป็นบทเรียนเช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศที่ไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศมานานมากกว่า 3 เดือน และในที่สุดกลับมาระบาดรอบ 2 อย่างเช่น นิวซีแลนด์ และเวียดนาม ทั้งๆ ที่พยายามสร้างเกราะป้องกันอย่างเต็มที่ สุดท้ายคุมไม่อยู่ หรืออย่างกรณีเกาหลีใต้ เกิดการระบาดอีกระลอกเมื่อเดือน พ.ค. จากจุดเริ่มในผับ ย่านอีแทวอน กลางกรุงโซล

    "ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา" ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า กรณีดีเจรายนี้ติดเชื้อ "โควิด" เป็นบทสรุปว่าโควิดยังคงวนเวียน ไม่หายไปจากเมืองไทย จึงอยากให้ทุกคนมีวินัยเช่นเดิม อย่าปล่อยตัวไม่สนใจในการป้องกันจนติดเชื้อโควิด โดยยืนยันคนไทยหลายคนติดเชื้อโควิด แต่ไม่แสดงอาการ บางคนอยู่ในระยะแพร่เชื้อได้ ยกตัวอย่างที่เคยลงพื้นที่ จ.ปัตตานี เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อตรวจหาเชื้อคนในชุมชนจำนวน 55 คน พบว่าติดเชื้อโควิด 16 คน จากการตรวจเลือดด้วยชุดทดสอบที่เป็นโปรตีนทำมาจากใบยา

    “เมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมา ไปพูดที่กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงรัฐมนตรีอนุทินก็อยู่ โดยเล่าให้ฟังเคสปัตตานี โดยเฉพาะคนที่ติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ มีการเสนอให้ตรวจหาเชื้อเชิงรุกด้วยการตรวจเลือดโดยใบยา มีต้นทุน 150-200 บาท ซึ่งได้ผลเร็ว แม้ผลอาจจะเป็นบวกมากเกินไป หรือตรวจ 100 คน เจอผลบวก 4 คน แต่ติดเชื้อจริงๆ 1 คนจากการตรวจซ้ำ แต่ก็ได้บอกชัดเจนไปว่า การแยงจมูกตรวจเชื้อ อาจมีโอกาสหลุดได้ ตอนนี้ต้องพยายามกดดันให้ประชาชนเรียกร้องให้เปลี่ยนวิธีการตรวจหาเชื้อ นอกเหนือจากการแยงจมูก”

    กรณีการพบ "ผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศ" ล่าสุด ยังบอกไม่ได้ว่าขณะนี้เชื้อโควิดจะแพร่ระบาดไปมากน้อยเพียงใด เนื่องจากยังไม่ทราบว่าใครเป็นต้นตอในการแพร่เชื้อไปยังดีเจรายนี้ คิดว่าคงแพร่ระบาดเป็นจำนวนมาก และไม่ใช่ทุกคนที่ต้องติดเชื้อ หากติดเชื้อประมาณครึ่งหนึ่ง อาจเดินทางไปไหนต่อไหน เพราะฉะนั้นการติดตามผู้สัมผัสโรคในลักษณะนี้คงยากมาก อีกทั้งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขออกมายอมรับแล้วว่า “ถังแตก” ไม่มีงบแล้ว และในพื้นที่ได้เขียนหนังสือมาชัดเจนว่า ทางการไม่จ่ายงบให้ หรือจ่ายล่าช้า ทำให้พื้นที่ลำบาก

    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทำงานจนอ่อนล้าทุกคน หากเกิดการระบาดอีกรอบ คงคุมไม่อยู่เหมือนการระบาดรอบแรกแน่นอน ทั้งไม่มีเงิน ชุดป้องกันขงเจ้าหน้าที่ไม่พอใช้ และชุดตรวจหาเชื้อแทบจะไม่มี เช่นเดียวกับต่างประเทศขณะนี้ก็หาลำบาก แม้ทางองค์การเภสัชกรรมออกมาบอกว่า สามารถผลิตชุดป้องกันได้ แต่หากเชื้อไวรัสโควิดกลับมาระบาดรุนแรงอีก จะไม่เพียงพอ จึงอยากให้ชุดตรวจหาเชื้อที่รวดเร็วด้วยการตรวจเลือด ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหน้าแต่อย่างใด

    แฉวัคซีนโควิด ไทยทำ หน่วยงานรัฐเมิน ไม่สน

    ส่วนกรณีการคิดค้นวัคซีนจากโปรตีนในใบยาสูบซึ่งต้องใช้เงินทุนสูง ยังคงยืนยันไม่ได้การสนับสนุนจากภาครัฐ และการที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติออกมาพูด มีการสนับสนุนร่วมกับบริษัทใบยา ไฟโต ฟาร์ม จำกัด และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีการปรึกษาหารือดำเนินการร่วมกันมาโดยตลอด ไม่ทราบว่าออกมาพูดได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไร อย่ามาโกหกในลักษณะนี้ และยังเคยบอกว่าบริษัทใบยาฯ เป็นเอกชนมาก่อน รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไม่เคยให้ความสนใจ

    “ก่อนหน้านั้นเคยเสนอองค์การเภสัชกรรม มาเกิน 2 ปีเต็ม แต่กลับมีการแก้เกี้ยวว่า เสนอแค่ทำเซรุ่มพิษสุนัขบ้า แต่ความจริงแล้วได้มีการเสนอยาและวัคซีนที่ผลิตจากใบยา และทำเซรุ่มสุนัขบ้า ซึ่งสามารถทำได้ และขอยืนยันได้ส่งรายละเอียดไปหลาย 100 หน้า แต่เมื่อเสนอไป กลับไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ทำให้ทางบริษัทใบยา ตัดสินใจไปปลูกพืชพวกนี้ในคณะเภสัชฯ ของจุฬาฯ จึงเป็นที่มาของชุดตรวจโควิด และวัคซีนสามารถสร้างแอนติบอดี้ ยับยั้งไวรัสได้ ในห้องแล็บเล็กๆ ขนาดห้องแถว 2 ห้อง จนล่าสุดทางมหิดลติดต่อมาให้ใช้พื้นที่ทำโรงงาน เพราะอย่างน้อยจะสามารถผลิตวัคซีนได้อย่างน้อย 1 หมื่นโดสต่อเดือน”

    จากความสำเร็จในการผลิตวัคซีนยับยั้งไวรัสจากใบยาสูบ จากการทดลองกับลิงมาแล้ว หากสามารถสกัดเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ในการใช้กับมนุษย์ ซึ่งจะใช้ในปริมาณโดสน้อยกว่าลิง คาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนได้เพิ่มอีก 1 ล้านโดสต่อเดือน และหากมีพื้นที่ปลูกใบยาสูบเพิ่มขึ้น พร้อมกับทำโรงงานได้อย่างเต็มที่ คาดว่าจะสามารถผลิตได้ 1.5 ล้าน ถึง 2 ล้านโดสต่อเดือน ถือเป็นวัคซีนต้นแบบของเมืองไทย สามารถรองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อย่างสมบรูณ์ ไม่ใช่ไทยเท่านั้นที่สกัดโปรตีนบริสุทธิ์มาจากใบยา ยังมีอีกหลายประเทศนำมาใช้ และขณะนี้ได้มีบริษัทเอกชนเสนอตัวเข้ามาร่วมในรูปแบบซีเอสอาร์ ทำเพื่อสังคม และอาจระดมทุนกับคนไทยในการพัฒนาวัคซีนต่อไป.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิดวัคซีนโควิดวัคซีนใบยาสูบติดเชื้อโควิดในประเทศโควิดระบาดรอบ2ดีเจติดเชื้อโควิดวัคซีนป้องกันโควิดข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2563 เวลา 20:15 น.