ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ฟัน 21 ตำรวจ พิษคดี บอส อยู่วิทยา

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 ก.ย. 2563 05:20 น.
    SHARE

    “วิษณุ” เรียก ป.ป.ท.ถก วางแนวสานต่อชุด “วิชา” ด้าน “อรรถพล” ระบุต้องรอรายงานการสอบข้อเท็จจริงจากนายกฯก่อน ถึงจะตอบได้ว่า ก.อ.จะทำอย่างไรต่อไป “บิ๊กโต้ง-จารุวัฒน์” ตั้งโต๊ะแถลงฟัน 21 ตำรวจบกพร่องทำสำนวนคดีบอส อยู่วิทยา ส่งกองวินัยตั้งกรรมการสอบรวมทั้ง “เพิ่มพูน ชิดชอบ” ประเด็นไม่เห็นแย้งอัยการ พร้อมขออนุมัติ ผบ.ตร. ให้จเรตำรวจเป็นประธาน ส่วนหมายแดง ต้องให้อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องก่อน ถึงจะส่งเข้าระบบไปยังตำรวจสากล คาดอีกไม่นาน ขณะที่รองโฆษก ตร.เผยมีข้อมูลความเคลื่อนไหวของบอสมาตลอด แต่เปิดเผยไม่ได้

    ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้นายวิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิตบนถนนสุขุมวิทเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.55 ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมกับนายวิชา ร่วมแถลงผลตรวจสอบโดยระบุคดีสลับซับซ้อนพิกล รับ 5 ข้อเสนอแนะส่ง ป.ป.ท.เป็นหน่วยงานหลักรับไม้ดำเนินการต่อ สั่งตำรวจลุยคดีบอสที่ยังไม่หมดอายุความภายใน 30 วัน ขณะที่นายวิชาชี้ คดีนี้เป็นเรื่องน่าอับอายของบุคคลและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม เสนอเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกว่า 10 คนรวมทั้งอัยการ “น” ดำเนินคดีอาญาไม่ได้ให้ดำเนินการด้านวินัยหรือจริยธรรม ชงรื้อทำคดีใหม่ให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

    ความคืบหน้าเรื่องนี้เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 ก.ย. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ตร. กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ร่วมกันแถลงความคืบหน้าหลังผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายวิชา มหาคุณ เสร็จสิ้น พล.ต.ท.จารุวัฒน์กล่าวว่า หลังคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายวิชา ออกมาเป็นข้อแนะนำว่าเราควรปฏิบัติอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาทำใหม่ ในประเด็นนี้ขอตอบว่า
    ได้แจ้งความร้องทุกข์แล้วตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. เนื่องจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ตร.ตรวจสอบพบหลักฐานใหม่ สามารถลงโทษผู้ต้องหาได้ ได้ส่งประเด็นขออนุมัติถึง ผบ.ตร.ให้ดำเนินคดีใหม่ไปตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.และออกหมายจับ ขณะนี้สำนวนส่งไปยังพนักงานอัยการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.ในข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และเสพยาเสพติดประเภท 2 (โคเคน) สำหรับคดีขับรถโดยไม่หยุดช่วยเหลือผู้อื่นไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อัยการสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากขาดอายุความ

    ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ในส่วนของวินัยข้าราชการตำรวจที่กระทำความผิดของเก่า 11 นาย ได้ส่งไปยัง ป.ป.ช.เมื่อปี 59 และ ป.ป.ช.ส่งกลับมาว่าเป็นความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ให้ ตร.ลงโทษ ส่วน 10 คนหลัง ที่ตรวจพบครั้งหลัง ตร.จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนด้านวินัย หากพบเป็นคดีอาญา จะส่งไปยัง ป.ป.ช.เหมือนเดิม โดย 11 คนแรกตรวจพบมีความผิดใหม่ มีอยู่ 1-2 ราย ส่งไปที่กองวินัยให้พิจารณาทัณฑ์ตามที่ พ.ร.บ.ตำรวจ กำหนดไว้ หากผิดอาญาต้องส่งไปที่ ป.ป.ช.

    พล.ต.ท.จารุวัฒน์กล่าวอีกว่า สำหรับการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ได้ขออนุมัติ ผบ.ตร.เห็นควรให้จเรตำรวจ เป็นประธานกรรมการสอบสวน เนื่องจากผู้กระทำความผิดอยู่ต่างสังกัดกัน สำหรับประเด็น พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในประเด็นที่เราส่งไปยังกองวินัย ไม่ใช่หมายความว่า พล.ต.ท.เพิ่มพูน เกี่ยวข้องหรือไม่ผิดหรือไม่ แต่จะให้กองวินัยพิจารณาข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้อง มีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการทางวินัย ในเรื่องการมอบอำนาจของ ผบ.ตร.มายังผู้ช่วย ผบ.ตร. หลัง ผบ.ตร.เข้าพบคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ท่านได้กลับมายัง ตร.และได้เรียกไปออกคำสั่งว่าท่านจะลงมาดูแลกำกับงานกฎหมายงานคดีแย้งตามวิอาญา มาตรา 145/1 เอง

    พล.ต.ท.จารุวัฒน์กล่าวต่อว่า ในส่วนของหมายแดง คิดว่าไม่นาน ต้องรอให้อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องก่อนจะออกหมายแดงส่งเข้าระบบ เข้าไปยังตำรวจสากลเพื่อพิจารณา จากนั้นจะออกประกาศหาตัวผู้ต้องหา ไปยังประเทศสมาชิกทั้งหมด 150 ประเทศ ดังนั้น ในหน้างานของตำรวจเหลือการชี้ความผิดด้านวินัย ซึ่งด้านวินัยจะไปพันกับในส่วนคดีอาญาเอง โดยจะไม่รอผลจาก ป.ป.ช. แต่เมื่อเราพบความผิด เราจะส่งไปยัง ป.ป.ช.ทันที ส่วนจะใช้ระยะเวลากี่วันยังตอบไม่ได้ เนื่องจากต้องลงในรายละเอียดว่า ใครทำอะไรอย่างไร มีเจตนาอย่างไร ผิดกฎหมายอย่างไร มีการสมรู้ร่วมคิดกันหรือไม่ เป็นขั้นตอนที่ต้องละเอียดพอสมควร

    รองประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีบอส อยู่วิทยา ในส่วนของ ตร.กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.วันนี้ท่านไม่ได้เป็นตำรวจ ดังนั้น อำนาจในการสอบปากคำหรือทุกอย่างไม่สามารถดำเนินการได้ ส่วนคำให้การของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น นวท. (สบ 4) กับ พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร.ไม่ตรงกันในกรณีของ พล.ต.อ.สมยศ จะตรงหรือไม่ตรงเดี๋ยวก็รู้ อยู่ที่คณะกรรมการวินัยเป็นหลัก
    แต่ตามที่ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ให้การไว้บอกว่า พล.ต.อ.สมยศ มาด้วย คณะกรรมการต้องพิจารณาว่าจะเชื่อข้อมูลของใคร ส่วนการกัน พ.ต.อ.ธนสิทธิ์เป็นพยาน ต้องให้เป็นคดีอาญาก่อนจะกันไว้เป็นพยานได้ และทุกวันนี้ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ก็ต้องตรวจสอบคณะกรรมการวินัยด้วย

    ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.กล่าวเสริมว่า สำหรับกรณี พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา รอง ผบช.สกบ.ได้เข้าให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายวิชา ถึงเรื่องเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบก.ตท.กรณีดังกล่าวเป็นความอิสระของผู้ที่เข้าไปให้ถ้อยคำ เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายยืนยันว่า การแต่งตั้งโยกย้ายในแต่ละปี ตร.ยึดถือตาม พ.ร.บ.ตำรวจ ร่วมกับกฎ ก.ตร.ว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้ง ดังนั้น จึงมีเหตุมีผล มีความจำเป็นในแต่ละช่วง อย่าไปเหมารวมว่ากรณีนี้เป็นการกดดันหรืออะไรก็แล้วแต่ ส่วนกรณีการติดตามตัวนายวรยุทธ กระบวนการจะเริ่มใหม่ ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากพนักงานอัยการ ต้องให้เกิดความชัดเจนก่อนว่าเรามีสิ่งที่องค์กรตำรวจสากลต้องการทั้งหมด ที่ผ่านมา ได้รับข้อมูลความเคลื่อนไหวของนายวรยุทธมาโดยตลอด แต่เปิดเผยไม่ได้แต่ยืนยันว่าเราดำเนินการสุดความสามารถ ที่จะติดตามตัวมาดำเนินคดี

    วันเดียวกัน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารแจ้งวัฒนะ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. ให้ความเห็นกรณีคณะกรรมการ สอบข้อเท็จจริงของนายกรัฐมนตรีชุดนายวิชา ตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องบอส อยู่วิทยา ได้ข้อสรุปมีประเด็นหลักว่า มีการร่วมมือกันเป็นกระบวนการทำคดีอย่างสมยอม มีการสั่งคดีโดยไม่ชอบ และต้องแก้ไขระเบียบข้อ กม.ต่างๆเกี่ยวกับงานขององค์กรอัยการ ว่า เพิ่งได้รับเอกสารรายงานผลการสอบ ที่ออกเผยแพร่จากบุคคลทั่วไปซึ่งใช้ยืนยันไม่ได้ แต่พอรู้ประเด็นแล้ว แต่ ก.อ.ยังทำอะไรไม่ได้ ต้องรอหนังสือรายงานการสอบข้อเท็จจริงจากนายกรัฐมนตรีก่อน เมื่อได้รับมาแล้วถึงจะตอบได้ว่า ก.อ.จะทำอย่างไรต่อไป เห็นว่าคณะกรรมการดังกล่าวให้มีการดำเนินการต่อไปโดย ป.ป.ท. ดีเอสไอ ป.ป.ช. และอัยการสำนักงานคดีพิเศษ

    “หากได้เอกสารมาแล้ว ก.อ.จะนำเข้าที่ประชุม เพื่อพิจารณาดำเนินการโดยเร็ว ในส่วนของการเสนอร่างระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ สอบสวนทางวินัย (สำหรับใช้กับรอง อสส.) ที่ต้องรอประกาศราชกิจจาฯนั้น ยังไม่ผ่านออกมา ก็เร่งไปแล้วต้องรอเอกสารเหมือนกัน” นายอรรถพลกล่าว

    ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 08.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงสรุปการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญา ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน มีข้อเสนอประเด็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ว่า วันนี้ตนนัดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทางการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มาเพื่อพูดคุยแจกงานเพื่อสานต่อสิ่งที่คณะกรรมการฯ ชุดนายวิชาได้ทำไว้ รวมถึงการปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แต่ยังไม่สามารถบอกอะไรได้ ขอไปพูดคุยกับ ป.ป.ท.ก่อน

    ช่วงค่ำวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษทางวินัยสำหรับรองอัยการสูงสุด พ.ศ.2563 เนื้อหาโดยสรุประบุว่า เมื่อมีผู้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ก.อ.) กล่าวหารองอัยการสูงสุดว่ากระทำผิดวินัย ให้ ก.อ.ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นเพื่อให้ได้ความจริงและเป็นธรรมโดยมิชักช้า กรณี ก.อ.พิจารณาเห็นว่าการกล่าวหานั้นเป็นกรณีที่จะสอบสวนได้ ก.อ.อาจมอบหมายให้กรรมการอัยการคนหนึ่งคนใด หรือข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา หรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นตามที่เห็นสมควร หากได้รับรายงานผลการสอบสวนชั้นต้นแล้วเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้กระทำผิดวินัย หรือไม่มีมูล ให้มีมติยุติเรื่องในกรณีที่ผลการสอบสวนชั้นต้นปรากฏว่า มีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ก.อ.แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างน้อย 3 คน ซึ่งมิใช่คณะกรรมการสอบสวนข้างต้นสอบสวน โดยต้องเป็นกรรมการอัยการ หรือข้าราชการอัยการ ที่มีอาวุโสไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ในกรณีที่ ก.อ.เห็นว่ารองอัยการสูงสุดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้มีมติลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ แล้วแต่กรณี และให้ ก.อ.มีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ทั้งนี้ บรรดาระเบียบ ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน ประกาศ ณ วันที่ 21 ส.ค.63 นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการยุติธรรม ว่า วันนี้ตนนัดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทางการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มาเพื่อพูดคุยแจกงานเพื่อสานต่อสิ่งที่คณะกรรมการฯ ชุดนายวิชาได้ทำไว้ รวมถึงการปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แต่ยังไม่สามารถบอกอะไรได้ ขอไปพูดคุยกับ ป.ป.ท.ก่อน

    ช่วงค่ำวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษทางวินัยสำหรับรองอัยการสูงสุด พ.ศ.2563 เนื้อหาโดยสรุประบุว่า เมื่อมีผู้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ก.อ.) กล่าวหารองอัยการสูงสุดว่ากระทำผิดวินัย ให้ ก.อ.ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นเพื่อให้ได้ความจริงและเป็นธรรมโดยมิชักช้า กรณี ก.อ.พิจารณาเห็นว่าการกล่าวหานั้นเป็นกรณีที่จะสอบสวนได้ ก.อ.อาจมอบหมายให้กรรมการอัยการคนหนึ่งคนใด หรือข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา หรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นตามที่เห็นสมควร หากได้รับรายงานผลการสอบสวนชั้นต้นแล้วเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้กระทำผิดวินัย หรือไม่มีมูล ให้มีมติยุติเรื่อง ในกรณีที่ผลการสอบสวนชั้นต้นปรากฏว่ามีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ก.อ.แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างน้อย 3 คน ซึ่งมิใช่คณะกรรมการสอบสวนข้างต้นสอบสวน โดยต้องเป็นกรรมการอัยการ หรือข้าราชการอัยการ ที่มีอาวุโสไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ในกรณีที่ ก.อ.เห็นว่ารองอัยการสูงสุดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้มีมติลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ แล้วแต่กรณี และให้ ก.อ.มีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ทั้งนี้ บรรดาระเบียบ ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน ประกาศ ณ วันที่ 21 ส.ค.63 นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1บอส อยู่วิทยาคดีบอสคดีบอส อยู่วิทยาวิชา มหาคุณป.ป.ท.ข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2563 เวลา 20:12 น.