ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    กระตุ้นสู้โควิด-19 แจก 3,000 บาท 15 ล้านคน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 ก.ย. 2563 05:30 น.
    SHARE

    ศบศ.ทุ่ม 68,476 ล้านบาท นำเงินกู้กระตุ้นเศรษฐกิจ เคาะ 45,000 ล้านบาท ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” แจกเงิน 15 ล้านคน คนละ 3,000 บาท ไปซื้อสินค้าหาบเร่ แผงลอย ร้านค้ารายย่อย 80,000 แห่ง ผ่านแอป “เป๋าตัง” วันละ 100-250 บาท พร้อมอนุมัติ 23,476 ล้านบาท จ้างงานนักศึกษาจบใหม่ 260,000 ตำแหน่ง รัฐช่วยเอกชนจ่ายเงินเดือนให้ครึ่งนึง นายกฯสั่งปรับปรุง “เราเที่ยวด้วยกัน” ออกคูปองให้คนสูงอายุเที่ยว ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้เที่ยววันธรรมดาได้ 2 วันไม่ถือเป็นวันลา ชื่นชมครบ 100 วันไทยไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ย้ำเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังอยู่ในขั้นการศึกษาเท่านั้น ยันรัฐบาลใช้งบฯฟื้นฟูอย่างระมัดระวัง บนมาตรการเหมาะสม

    รัฐบาลจัดเต็มเหนี่ยวแจกเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก “โควิด-19” อีกระลอก โดยเมื่อวันที่ 2 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. และได้เห็นชอบเรื่องสำคัญหลายเรื่อง ทั้งหมดจะเร่งให้เข้าที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาและสรุปรายละเอียดอีกครั้ง เรื่องแรกเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ได้เห็นชอบให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และพนักงานรัฐวิสาหกิจ สามารถลาพักผ่อนในวันธรรมดาเพิ่มได้ 2 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา เมื่อลงทะเบียนใช้สิทธิผ่านโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”

    นายกฯกล่าวอีกว่า เรื่องที่สอง เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการจ้างงานสำหรับผู้จบการศึกษาใหม่ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 260,000 อัตรา มีอัตราค่าจ้างตามวุฒิการศึกษา 9,400-15,000 บาท/เดือน วางกรอบระยะเวลาการจ้างงาน 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2563 ถึงวันที่ 30 ก.ย.2564 เรื่องที่สาม ได้เห็นชอบในหลักการมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการบริโภค ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไปโดยรัฐบาลจะช่วยค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 15 ล้านคน และกลุ่มร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ มุ่งเน้นไปที่ร้านค้ารายย่อย หาบเร่ แผงลอย 80,000 แห่ง ผ่านกลไกกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาล

    นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ศบศ. เห็นชอบโครงการชื่อว่า “คนละครึ่ง” ลักษณะคล้ายชิมช้อปใช้ จะใช้เงิน 45,000 ล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงิน คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป จำกัดไว้ 15 ล้านคน สมัครเข้าร่วมโครงการแบบใครมาก่อนได้ก่อน รัฐจะให้เงินคนละไม่เกิน 3,000 บาท เพื่อเอาไปใช้จ่ายซื้อของในร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ที่เป็นรายย่อย ให้ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย ได้ไม่เกินวันละ 100-250 บาท โดยรัฐจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง ครอบคลุมอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้า ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ บุหรี่ มีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.2563 คาดว่าจะมีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ 90,000 ล้านบาท กระตุ้นผลิตเศรษฐกิจได้ 0.25% กระทรวงการคลังจะไปจัดทำรายละเอียดเสนอ ศบศ.ครั้งหน้า เพื่อให้เริ่มโครงการได้ภายในเดือน ต.ค.นี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะเดียวกัน ศบศ.เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษา 260,000 อัตรา รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบเงินค่าจ้าง 50% ของเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา คือปริญญาตรี ไม่เกิน 7,500 บาท, ปวส. ไม่เกิน 5,750 บาท ปวช.ไม่เกิน 4,700 บาท มีระยะเวลาการจ้างงานทั้งสิ้น 12 เดือน ตั้งแต่ 1 ต.ค.2563-30 ก.ย.2564 ส่วนอีกครึ่งนายจ้างจ่าย สถานประกอบการต้องสมัครเข้าร่วมโครงการกับกระทรวงแรงงาน มีเงื่อนไขไม่ให้เลิกจ้างลูกจ้างเดิมเกินกว่า 15% ภายในระยะเวลา 1 ปี ขณะที่ลูกจ้างที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 25 ปี หรืออายุเกินกว่า 25 ปี ที่สำเร็จการศึกษาในปี 2562 หรือปี 2563

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไปหาแนวทางกลุ่มคนสูงวัย หรือคนที่มีกำลังซื้อสูง สามารถเข้าถึงโครงการเราเที่ยวด้วยกันสะดวกมากขึ้น เพราะโครงการนี้เดิมใช้งานในระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีแอปพลิเคชันเป๋าตัง อาจทำให้บางกลุ่มเข้ามาไม่ได้ เพราะล่าสุดมีการเข้ามาใช้สิทธิกว่า 849,000 สิทธิเท่านั้น จากที่ให้ 5 ล้านสิทธิ ดังนั้นอาจมีมาตรการเพิ่มเติมทำเป็นคูปอง หรือบัตรสมาร์ทการ์ดให้ขยายกลุ่มเป้าหมายให้สะดวกมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้เห็นชอบตามที่พิจารณากันในการประชุมครั้งก่อน ที่ให้ผู้ร่วมรับสิทธิ์เพิ่มส่วนลดค่าที่พัก 40% จาก 5 คืนเป็น 10 คืนต่อคน เพิ่มคูปองอาหาร การเข้าสถานที่ท่องเที่ยว ในวันจันทร์-พฤหัสบดี 900 บาท วันศุกร์-อาทิตย์ 600 บาท ให้เงินคืนค่าตั๋วเครื่องบิน 2,000 บาทต่อที่นั่ง เริ่มตั้งแต่ 1 ก.ย.2563

    ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้รายงาน ศบศ.ว่า กระทรวงแรงงานจะจัดงาน ไทยแลนด์ จ๊อบ เอ็กซ์โป (Thailand Job Expo 2020) ในช่วงปลายเดือน ก.ย. รวมตำแหน่งงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 1 ล้านตำแหน่ง เพื่อจับคู่ตำแหน่งงานกับตัวบุคคล 3.การใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อ “ไทยมีงานทำ” กระทรวงแรงงานจะนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลใหญ่ (บิ๊กดาต้า) สำหรับการจัดงานนี้ ได้เชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวงมาประชุมที่กระทรวงแรงงาน ในช่วงบ่ายวันที่ 3 ก.ย. เพื่อให้นำฐานข้อมูลตัวเลขการจ้างงานของปี 2564 ของแต่ละกระทรวงมาพิจารณาว่ามีจำนวนเท่าไหร่ จะใช้ในการตั้งบูธในงานดังกล่าว ส่วนเรื่องสถานที่จัดงาน เรากำลังพิจารณาอยู่

    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ว่า มีการพิจารณาหลายเรื่องที่สำคัญ เรื่องของมาตรการต่างๆในการช่วยเหลือประชาชน พูดถึงใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาทที่อยู่ในแผนฟื้นฟู ระยะแรกใช้ไปเกือบแสนล้านบาทแล้ว เราจะใช้อย่างไรต่อไป และยังหารือถึงการช่วยเหลือซอฟต์โลน ช่วยเหลือภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และพูดถึงการจ้างงาน ทั้งนิสิต นักศึกษา ที่จะจบในปีนี้ รวมถึงคนที่ตกงานอยู่เดิมของปี 2562 ปี 2563 ที่นอกจากงบฯจ้างงานของกระทรวงแรงงานแล้ว ยังมีงบฯจ้างงานของกระทรวงอื่นอีกหลายหน่วยงาน ไม่ใช่เราจะมองไปที่เงินฟื้นฟูอย่างเดียว ตอนนี้ทุกหน่วยงานมีงบฯส่วนนี้ในการจ้างงาน งบฯตรงนี้จะลงไปถึงท้องถิ่น และในพื้นที่ ขอให้เข้าใจว่าทุกอย่างที่รัฐบาลใช้งบฯใช้อย่างระมัดระวังและมีมาตรการที่เหมาะสม

    นายกฯกล่าวอีกว่า ส่วนการส่งเสริมการท่องเที่ยว วันนี้เราเน้นการท่องเที่ยวในประเทศ จะเห็นว่าเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศมีมากขึ้น โรงแรมต่างๆ มีการจองกันมากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทดแทนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ รัฐบาลยืนยันว่าเพียงแค่ศึกษาไว้ก่อนเท่านั้นในการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยังไม่มีการดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ทุกคนอย่าตื่นตระหนก เราต้องให้ความสำคัญเรื่องของสุขภาพและเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจจะเดินหน้าต้องกลับมาดูสุขภาพด้วย ให้ไปพร้อมๆกัน วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ครบ 100 วันที่เราไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ เป็นสิ่งที่พวกเราช่วยกันมาตลอด ช่วยรัฐบาล ช่วยนายกฯทำให้ประเทศมีความปลอดภัย เราต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และเสนอแนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์

    ส่วนสถานการณ์โควิด-19 ในไทย วันเดียวกัน กรมควบคุมโรครายงานข้อมูลสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ว่าวันนี้พบผู้ป่วยเพิ่ม 8 ราย เป็นผู้กลับจากต่างประเทศ โดยมาจากสหรัฐอเมริกา 6 ราย มาจากญี่ปุ่น 1 ราย มาจากออสเตรเลีย 1 ราย

    นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการระบาดของโควิด-19 ในเมียนมา ทำให้ต้องเน้นคุมเข้ม 10 จังหวัดที่มีชายแดนติดกับเมียนมา คือ ระนอง ชุมพร ประจวบฯ เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย และกลุ่มจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายมักจะไปทำงาน ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรม คือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ชลบุรี เป็นต้น โดยการเฝ้าระวังไม่เฝ้าระวังแค่ชาวเมียนมาที่จะเดินทางเข้ามายังไทย แต่ต้องเฝ้าระวังกลุ่มคนไทยที่เดินทางไป-กลับเมียนมาด้วย

    รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย.สมาพันธ์แพทย์อินโดนีเซียออกมาเปิดเผยว่ามีแพทย์เสียชีวิตจากการควบคุมป้องกันโรคโควิด-19 ประมาณ 100 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน 28-39 ปี ถ้าดูการกลับมาระบาดรอบ 2 ในนิวซีแลนด์ เวียดนาม พบว่ามีการติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก ในส่วนของไทยไม่เจอผู้ป่วยมาระยะหนึ่ง ถ้าจะกลับมาเจอผู้ป่วยอีก ระยะแรกอาจจะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ได้

    อีกด้านเช้ามืดวันที่ 2 ก.ย. นายชัยพฤกติ์ เชียรธารรักษ์ นอภ.แม่สอด จ.ตาก ร่วมกับทหาร ตำรวจ ลาดตระเวนท่าข้ามธรรมชาติริมแม่น้ำเมย แนวชายแดนไทย-พม่า ป้องกันการลักลอบเข้าประเทศ พบชาย 6 คนลงจากเรือหางยาวจอดกลางแม่น้ำเมยว่ายน้ำขึ้นฝั่งไทยที่ท้ายหมู่บ้านท่าม่วงนำตัวไปสอบพบเป็นชาวจีนทำงานที่บ่อนกาสิโนในจังหวัดเมียวดี เมียนมา แต่บ่อนปิดเพราะโควิด-19 เลยหนีโควิดจ้างเรือหางยาวมาส่งฝั่งไทย

    ส่วนที่ประจวบคีรีขันธ์ จ่าเอกแก้ว คงวงษ์ ป้องกันจังหวัดประจวบฯ นำเจ้าหน้าที่ อส.จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทหาร ตชด. ผู้ใหญ่บ้าน ติดตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลง 3 ชั้น สูง 1.2 เมตร ที่ช่องทางธรรมชาติ ช่องศาลเจ้าพ่อหินกอง และช่องหุบผึ้ง สันแนวเทือกเขาตะนาวศรี หมู่ 5 บ้านหนองเสือ ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เส้นทางธรรมชาติกันชาวพม่าลักลอบเดินทางเข้าประเทศไทย

    สำหรับความคืบหน้าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มเป็น 26 ล้านคนอย่างเป็นทางการ เสียชีวิตรวมกว่า 862,000 คน รักษาหาย 18.2 ล้านคน สหรัฐอเมริกายังเป็นจุดศูนย์กลางการแพร่ระบาดอันดับ 1 ของโลก มีผู้ติดเชื้อรวม 6.25 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 189,000 คน ตามด้วยอันดับ 2 บราซิล อันดับ 3 อินเดีย

    ขณะที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ เผยแพร่งานวิจัยที่จัดทำร่วมกับประเทศไอซ์แลนด์ผ่านวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ โดยระบุว่า การศึกษาตั้งแต่เดือน ก.พ. ทำให้พบว่ามากกว่า 90% ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 และหายดี มีภูมิคุ้มกันในร่างกายที่สามารถรับมือกับไวรัสโควิด-19 ได้นานถึง 4 เดือน กรณีนี้ก่อให้เกิดความหวังว่า หากได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเหมือนกับผู้ติดเชื้อที่หายป่วย จะสามารถควบคุมไวรัสมรณะได้ในที่สุด

    วันเดียวกัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติเกาหลีใต้ (KCDC) รายงานการตรวจพบผู้ติดเชื้อในวันเดียว 267 คน ถือเป็นยอดผู้ติดเชื้อหลักร้อยเป็นวันที่ 20 ติดต่อกัน ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มเป็น 20,449 คน เสียชีวิตรวม 326 คน ขณะที่รัฐบาลออสเตรเลีย ต่ออายุการประกาศภาวะฉุกเฉินในรัฐวิกตอเรียไปอีก 6 เดือน แม้ว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผู้ติดเชื้อในวันเดียวเฉลี่ยอยู่ที่ 95 คน ถือเป็นยอดผู้ติดเชื้อในหลักสิบเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ นอกจากนี้ สำนักงานสถิติของรัฐบาลออสเตรเลีย เปิดเผยว่าตัวเลขเศรษฐกิจของออสเตรเลียในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หดตัว 7 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าออสเตรเลียเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19ข่าวหน้า1COVID-19กระตุ้นเศรษฐกิจศบศ.นักศึกษาจบใหม่ข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพุธที่ 23 กันยายน 2563 เวลา 11:17 น.