ยิ่งกว่าคลื่นยักษ์ "สึนามิ" ถล่มปมจัดซื้อ "เรือดำน้ำ" ลำที่ 2 ที่ 3 ของ "กองทัพเรือ" ให้ตื่นในภวังค์ และกลายเป็นกระแสร้อน เขย่า "รัฐบาล" ถังแตก ในช่วง "โควิด-19" ว่าควรจะนำเงินไปจุนเจือประชาชนที่อดอยากปากแห้ง หรือจะซื้อ "ยุทโธปกรณ์" ในงบประมาณมหาศาลในห้วงนี้

หลังเป็นประเด็นร้อนที่คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 เห็นชอบให้จัดซื้อเรือดำน้ำจำนวน 2 ลำ วงเงิน 22,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณผูกพัน จากเดิมที่เคยมีมติแขวนไว้ก่อนหน้านี้

นำมาสู่กระแสต่อต้าน ทั้งจากฝ่ายค้าน และพรรคร่วมรัฐบาล จนลามไปสู่กลุ่มผู้ชุมนุมที่นำไปเป็นประเด็นโจมตีการบริหารของรัฐบาล เพราะปัจจุบันประเทศไทยได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่เห็นว่าควรนำงบประมาณไปฟื้นฟูเศรษฐกิจก่อนที่จะจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์

ขณะที่ "กองทัพเรือ" มองมิติเรื่องความมั่นคง การเสริมเขี้ยวเล็บกำลังทางเรือ ยันมีความจำเป็นในลำที่ 2 ลำที่ 3 ด้วยเหตุผล เพื่อการดูแลผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ความมั่นคงทางทะเล และการรักษาเส้นทางคมนาคมของประเทศทางทะเล

...

แต่เมื่อนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ที่ไม่สนับสนุนให้ผ่านงบประมาณการจัดซื้อ ออกมาแฉถึงมีการล็อบบี้ในคณะอนุกรรมาธิการฯ ของ "บิ๊ก ป." เและการจัดซื้อเรือดำน้ำไม่ได้ผูกพันลำที่ 2 และ 3 จึงขอให้ชะลอไว้ก่อน

พร้อมแฉการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือไม่ได้เป็นสัญญา "จีทูจี" แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลง และสัญญาที่เซ็นไป ก็เป็นเพียงแค่การจัดซื้อเรือดำน้ำ 1 ลำเท่านั้น ไม่มีลำที่ 2 หรือ 3 ไม่มีข้อผูกพันอะไร เอกสารที่ลงนามสัญญาฝั่งไทยคือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสธ.ทร. ขณะนั้นในปี 2560 และฝั่งจีนที่ลงนามด้วยคือ บริษัทเอกชน ไม่ใช่รัฐบาลจีน พร้อมกล่าวหา ทร.พยายามปกปิดข้อเท็จจริง จุดนี้เองที่ทำให้ "บิ๊กลือ" ไม่พอใจ จนนำไปสู่การปลุก "ฉลาม" ตื่น

ปมร้อนนี้จึงกลายเป็นเติมเชื้อไฟให้ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ แม่ทัพเรือ ต้องสั่งตั้งโต๊ะแถลงโต้ด่วน โดยจัดทัพนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมทีมชี้แจง ทั้ง พล.ร.อ.สิทธิพร มาศเกษม เสธ.ทร., พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ และโฆษกกองทัพเรือ, พล.ร.ท.ธีรกุล กาญจนะ ปลัดบัญชีทหารเรือ, พล.ร.ท.เถลิงศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ, พล.ร.ต.อรรถพล เพชรฉาย ผอ. สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กองทัพเรือ (สยป.ทร.) เพียงหวังให้สังคม ประชาชน เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง

"การให้ข่าวบิดเบือน ทำให้กองทัพเรือเสียหายและเกิดความเกลียดชัง หาสัญญาจีทูจีเก๊ ถือเป็นการกล่าวเท็จ สร้างความแตกแยก เพราะด้านงบประมาณ ไม่ใช่ซื้อก้อนเดียว 22,500 ล้านบาท แต่แบ่งการผ่อนชำระ เป็นงบผูกพันนานถึง 7 ปี ปีละประมาณ 3 พันล้าน ใช้วงเงินของกองทัพเรือ ไม่ได้มีงบส่วนอื่น กองทัพเรือไม่เคยพูดเท็จกับประชาชน ถามนักการเมืองโหวตแพ้ในที่ประชุมแล้วมาเล่นนอกสภา"

"เรือดำน้ำ" เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญในปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมามักจะถูกโยงเป็นเรื่องทางการเมือง ทำให้กองทัพเรือถูกเข้าใจผิด ถูกใส่ร้าย และเป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากการชะลอโครงการไปเมื่อปีงบประมาณ 2563 ไม่ใช่เป็นการเริ่มต้นโครงการใหม่ในปี 2564

...

จะเห็นว่า โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำนี้จะใช้งบประมาณผูกพัน 7 ปี 2563 - 2569 : ในปี 63 งบผูกพัน 3,375 ล้านบาท : ปี 64 ผูกพัน จำนวน 3,925 ล้านบาท : ปี 65 จำนวน 2,640 ล้านบาท : ปี 66 จำนวน 2,500 ล้านบาท : ปี 67 จำนวน 3,060 ล้านบาท : ปี 68 จำนวน 3,500 ล้านบาท : ปี 69 จำนวน 3,500 ล้านบาท และปี 2570 จำนวน 3,375 ล้านบาท รวม 22,500 ล้านบาท

ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเรือดำน้ำทั้งหมด 18 ลำแล้ว แม้สงครามไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ และสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นหรือไม่ ยังไม่เห็น แต่ในทะเลจีนใต้ใกล้บ้านเรากำลังมีปัญหาความขัดแย้ง ทั้งหมู่เกาะสแปรตลี และ พาราเซล ที่มีการอ้างสิทธิ์ของหลายประเทศ โดยมีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

นี่คือเส้นเลือดใหญ่ของประเทศไทย เส้นทางคมนาคมการเดินทางและสินค้าเข้าสู่ประเทศไทย 24 ล้านล้านบาท แต่หากเกิดปัญหาขึ้นแล้วใครจะต้องไปคุ้มครองดูแลผลประโยชน์ของไทย ก็ต้องกองทัพเรือ ที่ผ่านมาไม่มีใครถ้าเราไม่มีกำลังที่เข้มแข็งเพียงพอผลประโยชน์ของชาติ 24 ล้านล้าน กระทบแน่นอน จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการปะทะ และอย่าลืมว่าจัดซื้อวันนี้อีก 6-7 ปีถึงจะได้รับ

...

หากย้อนไปในอดีต "กองทัพเรือ" เคยมีเรือดำน้ำใช้มาแล้ว 4 ลำ โดยเข้าประจำการตั้งแต่ พ.ศ. 2481 - 2495 รวม 13 ปี แต่เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเลิกสายการผลิตอะไหล่เรือดำน้ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้กองทัพเรือไม่สามารถจัดหาอะไหล่เพื่อมาซ่อมทำเรือตามระยะเวลาได้ เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ จึงต้องปลดระวางประจำการไปก่อนเวลา แต่ในระหว่างที่เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ได้เข้าประจำการ ได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อป้องกันประเทศชาติ ทั้งในสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ผลดีมาโดยตลอด รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญที่ใช้ในการป้องปราม โดยเฉพาะต่อเรือรบฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน

นอกจากนี้ในเอกสารของกองทัพเรือ ที่บันทึกไว้ถึงเหตุผลเบื้องลึก ความจำเป็นที่ต้องมีโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ระบุไว้มีภารกิจการรักษาเส้นทางคมนาคมของประเทศทางทะเล เนื่องด้วยสถานการณ์ของภูมิภาคและของโลก ในปัจจุบันประเทศต่างๆ มีความตื่นตัวในการแสวงหาประโยชน์จากทะเล ทำให้เกิดการอ้างเขตเศรษฐกิจจำเพาะและเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ทั้งในอ่าวไทย ทะเลอันดามัน และทะเลจีนใต้ อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือเกิดการช่วงชิงผลประโยชน์ จนถึงขั้นมีการใช้กำลังทหารในบางพื้นที่ได้ อันอาจจะมีผลกระทบต่อเส้นทางคมนาคม ทางทะเล ทั้งเข้าและออกจากประเทศไทยได้

...

"กองทัพเรือ" มีหน้าที่คุ้มครองและให้ความปลอดภัยรวมทั้งปัญหาที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่ล่อแหลมต่อการถูกปิดล้อมทางทะเลได้ง่าย ทำให้รัฐบาลเห็นความจำเป็นที่ต้องมีการสร้างขีดความสามารถของกองทัพโดยเฉพาะให้มีความเหมาะสมและเพียงพอที่จะสามารถป้องกันประเทศทางทะเล ด้วยการควบคุมทะเลเพื่อที่จะดำรงความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางทะเลไว้ ทั้งในยามสงบและยามสงคราม รวมทั้งทางเศรษฐกิจของชาติได้ในระยะยาว จึงมีนโยบายส่งเสริมขีดความสามารถของกองทัพให้เหมาะสมและเพียงพอกับความจำเป็น เพื่อดูแลและปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ ให้กับกิจการพาณิชย์นาวี และเส้นทางลำเลียงสินค้าทางทะเล รวมทั้งการแสวงหาทรัพยากรที่สำคัญในทะเล 

การขยายอิทธิพลบางประเทศ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง กองทัพเรือจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ทางเรือในการป้องกันประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจ การคุ้มครองการใช้ประโยชน์จากทะเลของฝ่ายเรา และปฏิเสธการใช้ทะเลของข้าศึก การวางกำลังป้องกันประเทศทางทะเลไว้เป็นชั้นๆ ตั้งแต่แนวป้องกันบริเวณชายฝั่งของประเทศไทยออกไปจนถึงแนวป้องกันชั้นนอกสุดที่อยู่ในทะเลหลวง จำเป็นต้องใช้กำลังรบที่มีความสมดุลและสอดคล้องกัน ทั้งบนผิวน้ำ ในอากาศ และใต้ทะเล และ "เรือดำน้ำ" จะต้องมีจำนวนและประเภทที่สมดุลและสอดคล้องกัน ทั้งนี้เพื่อให้กำลังทางเรือสามารถประกอบกำลังเข้าด้วยกัน เพื่อปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

รวมทั้งเพื่อให้สามารถเผชิญกับภัยคุกคามทุกรูปแบบได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจากยุทธศาสตร์ทางเรือดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เรือดำน้ำเป็นกำลังปฏิบัติการในแนวป้องกันชั้นนอกสุด เนื่องจากมีความคล่องตัว ตรวจพบและทำลายได้ยาก รวมทั้งยังสามารถปฏิบัติการในพื้นที่ที่ข้าศึกมีกำลังทางอากาศปฏิบัติการอยู่อย่างหนาแน่นได้ อีกทั้งเรือดำน้ำยังเป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำข้าศึกที่ได้ผลดีที่สุด

ปัจจุบันเรือดำน้ำก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการป้องปรามต่อชาติที่เป็นคู่กรณีพิพาท แม้กระทั่งกองทัพเรือของชาติมหาอำนาจที่จะเข้าปฏิบัติการในน่านน้ำที่มีเรือดำน้ำของฝ่ายตรงข้ามปฏิบัติการอยู่ หากกองทัพเรือมีเรือดำน้ำใช้ในราชการแล้ว ในยามสงครามฝ่ายเราจะสามารถปฏิบัติภารกิจในการป้องกันประเทศทางทะเล การควบคุมทะเล และคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ หากพิจารณาในด้านการรักษาสมดุลของกำลังทางเรือกับประเทศในภูมิภาคแล้ว ในขณะที่ประเทศต่างๆ เสริมสร้างกำลังเรือผิวน้ำเป็นจำนวนมาก หาก กองทัพเรือจะจัดหาเรือดำน้ำเพียงไม่กี่ลำก็จะสามารถรักษาสมดุลกำลังได้

ฉะนั้นนี่คือเหตุผลและความจำเป็นของ "กองทัพเรือ" ที่มีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่ซับซ้อน ดังนั้นการมี "เรือดำน้ำ" ก็เหมือนมีพลังอำนาจในการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจได้.

ผู้เขียน : คชสีห์ 88

กราฟิก : sathit chuephanngam