มกอช.เดินหน้ากำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร มาตรฐานระบบคุณภาพการผลิต หนุนสินค้าเกษตรไทยได้มาตรฐานระดับสากล
เมื่อวันที่ 25 ส.ค.63 นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า มกอช. เป็นองค์กรกลางในการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร มาตรฐานระบบคุณภาพการผลิตเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สินค้าเกษตรของไทยให้มีมาตรฐานในระดับสากล สามารถแข่งขันในตลาดโลกและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อ มกอช. กำหนดมาตรฐานขึ้นมาแล้ว จะถูกหน่วยรับรองนำไปใช้รับรองมาตรฐานให้กับเกษตรกร หรือโรงงาน ซึ่งการรับรองมาตรฐานจะมีการแบ่งออกให้เข้าใจกันง่ายๆ อยู่ 2 ข้อ ได้แก่ 1. การรับรองสินค้าเกษตร มักจะรับรองที่แปลงปลูกสินค้าเกษตร เช่น GAP ORGANIC สามารถแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานกับสินค้าเกษตร จะแสดงไว้ที่สิ่งบรรจุ หีบห่อ สิ่งหุ้มห่อ สิ่งผูกมัด ป้ายของสินค้า สถานประกอบการ หรือเอกสารโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้อีกด้วย
2. การรับรองกระบวนการจัดการการผลิต เช่น GMP HACCP หรือโรงงานผลิตสินค้าเกษตร จะรับรองมาตรฐานดังต่อไปนี้ 2.1. มาตรฐานหลักเกณฑ์การปฏิบัติ : หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะ อาหาร (มกษ. 9023-2550) 2.2. มาตรฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ดีสําหรับกระบวนการผลิต หรือมาตรฐานเกี่ยวกับหลักปฏิบัติสําหรับกระบวนการผลิต (GMP) หลักปฏิบัติสําหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (GFP) และมาตรฐานระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุมและแนวทางในการนําไปใช้ (HACCP) ซึ่งตามข้อกําหนดสากล ไม่อนุญาตให้แสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน GMP HACCP กับสินค้าเกษตร แต่สามารถใช้กับสถานประกอบการ เอกสารกํากับสินค้า หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้ โรงงานผลิตสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานกระบวนการจัดการการผลิต สามารถแสดงเครื่องหมายรับรองไว้ที่โรงงานได้ แต่ไม่สามารถแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน GMP HACCP ไว้ที่สินค้าเกษตรโดยตรง
นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการ QR TRACE on cloud ของมกอช.ได้ระบบตามสอบสินค้าเกษตรสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า QR Trace สามารถรองรับสินค้าในกลุ่มพืช ผัก ผลไม้ ข้าว อาหาร และผลิตภัณฑ์แปรรูป สำหรับผู้ประกอบการ ได้แก่ โรงคัดบรรจุ จุดกระจายสินค้า ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหาร ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลตามสอบได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต และมีการนำ QR Code มาใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ในเรื่องของข้อมูลสินค้า ไม่ว่าจะเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ โรงที่คัดบรรจุ สถานที่ปลูกสินค้า รวมไปถึงมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง และคุณสมบัติอื่นๆ ของสินค้าอีกมากมาย ก็เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลือกซื้อของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น.